ปัญหาด้านการศึกษาของเด็กไทย
external image icon_kapoloe.bmp
external image icon_kapoloe.bmp
ปัญหาการศึกษา คือ ปัญหาเด็กเยาวชน

ในระยะเวลาที่ผ่านมาคุณภาพการศึกษามีสภาพด้อยลงมากยิ่งขึ้น โครงสร้าง ระบบที่รื้อปรับใหม่ไม่เกิดเรื่องการกระจายอำนาจทางการศึกษาในทางปฏิบัติมากนัก วัฒนธรรมองค์กรยังเหมือนเดิม เป็นระบบราชการศึกษา อนุรักษนิยม และติดกรอบการทำงานเชิงระเบียบกฎเกณฑ์
แบบแผนดั้งเดิมที่สั่งสมกันมา

นวัตกรรมแนวคิดใหม่ๆ ไม่สามารถสอดแทรกเข้าสู่กระแสหลัก ระบบใหญ่ที่ปฏิบัติกันจนเคยชินได้มากนัก
หลักสูตรกระบวนการเรียนรู้ยังคงยึดเนื้อหาและครูเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ตลอดเวลา
ประชาธิปไตยมีเพียงรูปแบบตายตัว สำเร็จรูปเหมือนกันทั้งประเทศ
ระบบการวัดผลการศึกษามีการปล่อยคุณภาพทุกระดับชั้นจนเข้าสู่การแข่งขันสอบเข้าสถาบันอุดมศึกษา (Admissions) จึงพบข้อเท็จจริงทั้งปัญหาผลสัมฤทธิ์ที่ตกต่ำทุกรายวิชา เกรดเฟ้อ และมาตรฐานคุณลักษณะเด็กในเชิงคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจทักษะชีวิต คุณธรรมจริยธรรมล้วนไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้เป็นอันมาก

ความเหลื่อมล้ำเชิงคุณภาพการศึกษาไทยยังปรากฏความแตกต่างมากยิ่งขึ้น
ขาดแคลนครู ทรัพยากร งบประมาณ โดยเฉพาะในโรงเรียนที่ห่างไกลในชนบท
ในขณะที่ส่วนกลางยังคงมีความขัดแย้งแตกต่างในเรื่องการถ่ายโอนโรงเรียนจนนำเข้าไปสู่การชะลอตัวของความร่วมมือ
ช่วยเหลือกันในแทบทุกด้าน

เด็กและเยาวชนมีปัญหาเชิงพฤติกรรมมากขึ้น

การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันสมควร

ยาเสพติดในสถานศึกษา

ความรุนแรงการทำร้ายตบตีกัน

การเสพสื่อลามกอนาจาร

ติดอินเตอร์เน็ต เล่นเกมจนติดเป็นนิสัย

เด็กจำนวนมากกำลังถูกบีบให้ออกจากโรงเรียน ครอบครัว ชุมชน เข้าสู่วงจรอบายมุขของสังคมที่เต็มไปด้วยสิ่งแวดล้อมอันตรายหลุมดำ และเครือข่ายที่เด็กเข้าสู่ถนนยุวอาชญากรง่ายขึ้นตามลำดับ

เด็กและเยาวชนในปัจจุบันจึงขาดบุคคล ขาดสถาบัน ขาดพื้นที่ ขาดนโยบายที่จะช่วยเหลือดูแลเด็กและเยาวชนอย่างแท้จริง แต่สังคมกำลังเปิดกำลังให้เด็กและเยาวชนเสี่ยงต่อการเสียคน เสียอนาคต มีปรากฏให้เห็น สร้างกันดาษดื่นในแทบทุกแห่ง

  • ทางเลือกทางออกของการศึกษาไทยจึงน่าจะต้องคิดทบทวน และออกแบบ (Design) สังคมใหม่เพื่อเด็กและเยาวชนดังต่อไปนี้

1.ในเชิงนโยบายของรัฐ ต้องเน้นการศึกษาเป็นวาระแห่งชาติเฉพาะที่ต้องให้ความสำคัญกับนโยบายภาคสังคม การศึกษา ชุมชน ครอบครัว คุณภาพประชากร เด็กและเยาวชนมากยิ่งขึ้น
กระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ต้องผ่าตัด แก้ไขปรับปรุงโครงสร้างระบบใหม่ ส่วนกลางเล็กลง กระจายอำนาจการศึกษาแบบเครือข่ายมิใช่โครงสร้างราชการ
สร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ให้ทำงานยึดผู้เรียนเป็นสำคัญมากกว่าตำแหน่ง เงินตอบแทนวิทยฐานะ ขนาดโรงเรียน การเลื่อนขั้น ระบบการตรวจสอบ และอื่นๆ
มีรัฐมนตรีและทีมงานทางด้านการเมืองที่มาจากความหลากหลาย มีวิสัยทัศน์ กล้าตัดสินใจ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทั้งระบบเพื่อยกระดับการศึกษาทั้งประเทศ ขจัดปัญหาและอุปสรรคเรื่องการถ่ายโอนการศึกษาระดับพื้นที่ลง กำหนดสัดส่วนของการจัดการศึกษาภาครัฐ ภาคเอกชน ส่วนท้องถิ่น การศึกษาทางเลือกให้ลงตัวใกล้เคียงกัน และมีภารกิจแตกต่างกันไปตามลักษณะการศึกษาพื้นที่รับผิดชอบปัญหาเด็กและเยาวชนในแต่ละท้องถิ่น
ทุ่มเทงบประมาณลงสู่ภาคการศึกษามากขึ้นเป็นสัดส่วน 35% ของคุณภาพประชากรที่ท้องถิ่นรับโอนภารกิจมาทั้งหมด การบังคับการใช้งบประมาณในสัดส่วนภาคสังคม คุณภาพสิ่งแวดล้อม
โครงการที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว การศึกษา คุณภาพการเรียนรู้ คุณธรรมจริยธรรม ความเข้มแข็งของชุมชนเป็นข้อบังคับที่ควรกำหนดไว้ในเชิงนโยบาย ยุทธศาสตร์แผนงบประมาณประจำปี เป็นต้น

2.หลักสูตรการศึกษา ระบบการเรียนรู้ต้องสร้างหลักสูตรใหม่ยกเลิกหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี พ.ศ.2542
ระบบราชการต้องยุติบทบาทการกำหนดหลักสูตรการศึกษาของชาติ มีองค์กรมหาชนที่ทำหน้าที่ศึกษาวิจัยและพัฒนาด้านหลักสูตรการศึกษาขึ้นโดยตรง เพื่อกำหนดองค์ความรู้แต่ละระดับจากกระบวนการวิจัยทุกขั้นตอนให้ลดเนื้อหาน้อยลง เน้นการเรียนรู้ประชาธิปไตย
โครงการเด็กเป็นศูนย์กลาง กิจกรรมภาคปฏิบัติ การเชื่อมโยง และกระบวนการถ่ายทอดที่บูรณาการของภูมิปัญญาสากลและภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ได้สัดส่วน สมดุล และสอดคล้องกัน
ผลิตนวัตกรรมการศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาด้านการเรียนรู้ของเด็ก
สร้างซอฟต์แวร์ทางด้านไอทีการศึกษา ไซเบอร์ สื่อการสอนที่ทันสมัย คอมพิวเตอร์สารสนเทศ และอื่นๆ
ปฏิรูประบบการวัดผลการศึกษาใหม่ เน้นผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผู้เรียน เชื่อมโยงกับตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา เงินค่าวิทยฐานะด้วยการใช้แบบทดสอบระดับชาติ (National Tests)
มีนโยบายหลักสูตรการศึกษาทางเลือก การศึกษาตามอัธยาศัย ห้องสมุดมีชีวิต อุทยานการเรียนรู้ทุกภูมิภาคระดับจังหวัด และลงสู่ท้องถิ่นเพื่อกระจายโอกาสทางการศึกษาให้มากยิ่งขึ้น

3.การปรับเปลี่ยนระบบแอดมิสชั่นส์ใหม่ ระบบการสอบคัดเลือกต้องมีหลายมิติเปิดโอกาสเชื่อมโยง และใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ เชื่อถือได้ และมีจำนวนไม่มากนัก
ดังเช่น สัดส่วนการรับเข้าสถาบันอุดมศึกษาอาจแบ่งเป็นรับตรง 60% รับผ่านระบบแอดมิสชั่นส์ 40%
การรับตรงของมหาวิทยาลัย 60% อาจแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ รับเด็กเก่งเฉพาะด้าน สาขาตามรายวิชาที่กำหนดผลการเรียนดียอดเยี่ยม 30% ในอีก 30% ที่เหลือให้เป็นเด็กนักเรียนที่มีวิถีชีวิตประชาธิปไตย ทำกิจกรรม มีความประพฤติดี เสียสละเพื่อส่วนรวม มีจิตอาสาและจิตสาธารณะ มีเครื่องมือที่วัดผลได้ตรงกับการกระทำพฤติกรรมที่แสดงออกได้อย่างแท้จริง
เด็กดีจะมีที่เรียนต่อในระดับอุดมศึกษาโดยไม่ต้องพะวงกับการแข่งขัน เร่งกวดวิชาอย่างเคร่งเครียด แต่จะดำเนินชีวิตคุณธรรม นำความรู้เด็กดีคู่กับเด็กเก่งเป็นผู้นำในแต่ละสถาบัน
ในขณะเดียวกันระบบสอบแอดมิสชั่นส์ต้องลดองค์ประกอบที่นำมาใช้ในการสอบคัดเลือกให้น้อยลง องค์ประกอบที่เชื่อถือได้ และให้โอกาสแก่เด็กทุกคนเท่าเทียมกัน
ดังเช่น การเปิดสอบโอเน็ตและเอเน็ตได้หลายครั้งในรอบ 1 ปี สอบวัดความถนัดการเรียนรู้ เป็นต้น

4.การสร้างเครือข่ายภาคประชาชน (Social Network) การขับเคลื่อนภาคประชาธิปไตยประชาสังคมแนวราบด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม งานวิจัยภาคสนามด้วยการตั้งโจทย์คำถามวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหาของเด็กและเยาวชนในท้องถิ่น ปัญหาคุณภาพการศึกษา การเก็บรวบรวมข้อมูล บนตัวเลขที่เป็นข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่ แนวโน้มของสถานการณ์ที่เป็นปัญหาในปัจจุบันและอนาคต เกิดเวทีชาวบ้านในการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
เน้นการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายทั้งภาคราชการ ส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน ปราชญ์ชาวบ้าน ตัวแทนสภาเด็กและเยาวชน สร้างกลุ่มองค์กรให้เกิดขึ้นเพื่อนำนวัตกรรมชุมชนไปสู่นโยบายการเมือง งบประมาณระดับท้องถิ่นให้ได้
ลดปัญหาความขัดแย้งเชิงอำนาจและผลประโยชน์ลง แต่จัดการความขัดแข้งให้เป็นแนวทางหลากหลายแตกต่างจนนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ที่ยอมรับได้จากทุกฝ่ายในชุมชน
นอกจากนั้นต้องนำเด็กและเยาวชนเข้าสู่กระบวนการส่งเสริมขัดเกลาของเครือข่ายในรูปของการเรียนรู้ การลงมือปฏิบัติจริง การเน้นสิทธิของเด็กในทุกขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลงพัฒนาชุมชน การศึกษา คุณภาพชีวิต โครงการต่างๆ ที่เป็นประเด็นหลักของการรับรู้ข้อมูลต่างๆ ไปในทิศทางเดียวกัน

5.การรื้อปรับองค์กรสนับสนุน ช่วยเหลือภาคสังคม การศึกษา คุณภาพชีวิต เด็กและเยาวชนให้เกิดแนวคิดที่เกิดความสนใจร่วมกันได้ (Mutual Interests) หน่วยงานและองค์กรที่ทำงานด้านนี้มีอยู่มากมายตามแต่วัตถุประสงค์ที่กำหนดขึ้นเพื่อดำเนินภารกิจให้บรรลุตามวัตถุประสงค์อย่างไรก็ตามความคิดหลักร่วมยังไม่เกิดขึ้น ต่างคนต่างทำช่วยกันตามวาระและโอกาส ขาดการเชื่อมโยงประสานงานและผลักดันอย่างต่อเนื่อง
ในระบบราชการไทยแม้นจะมีทรัพยากรมากมายแต่มีข้อมูลจำกัด บูรณาการข้ามกระทรวงเป็นไปได้ยาก
สิ่งที่ต้องมีการรื้อปรับองค์กรภายนอกราชการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดของบริหารจัดการ องค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอาจต้องปรับเปลี่ยนเป็น 3 บทบาทหน้าที่คือ
1.บทบาทในการสร้างองค์ความรู้ หลักสูตรประชาธิปไตยในองค์กรนวัตกรรมชุมชน การวิจัยค้นคว้า การจัดฝึกอบรม ติดตามผล ตัวบ่งชี้ องค์กรดังกล่าวคือ สถาบันอุดมศึกษาในท้องถิ่นและส่วนกลาง สถาบันพระปกเกล้า เป็นต้น
2.บทบาทในการสนับสนุนแหล่งทุนงบประมาณเพื่อทำให้เกิดการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง การอุดหนุนให้เกิดโครงการต่างๆ ในสถานศึกษา สภานักเรียน ชุมชนพึ่งตนเอง หน่วยงานดังกล่าว ได้แก่ องค์กร สกว. สสส. และยูนิเซฟ เป็นต้น
3.บทบาทในตัวเชื่อมโยง การกระตุ้นรณรงค์ เป็นตัวกลางให้การสนับสนุน (Catalyst) เป็นผู้ทำงานภาคสนาม ผู้ดำเนินการ การเปิดเวที การชักนำให้เกิดการประสานงานในระดับพื้นที่ภาคราชการ หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง องค์กรดังกล่าวน่าจะเป็นสถาบัน มูลนิธิ สมาคม เครือข่าย องค์กรเอกชน (NGOs) นักวิชาการเฉพาะด้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่น ฯลฯ
บทบาทหน้าที่ 3 ด้านนี้เปรียบเสมือนเสาค้ำการดำเนินนโยบายภาคประชาธิปไตยสังคม การศึกษา คุณภาพชีวิต เด็กและครอบครัว ได้รับการสนับสนุนทั้งภาควิชาการ องค์ความรู้ข้อมูลสถานการณ์และปัญหาต่างๆ มีงบประมาณสนับสนุนอย่างเพียงพอต่อเนื่อง และมีผู้ช่วยเหลือประสานงาน ลดช่องว่าง และการกระตุ้นให้เกิดการทำงานร่วมกันตลอดเวลาด้วย
องค์ประกอบ 3 บทบาทหน้าที่นี้แม้นรัฐบาลจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง นโยบายอาจกลับมาบ้างแต่ระดับล่างสุดจะเติบใหญ่ พัฒนาอย่างสมดุล เกิดความมั่นคงยั่งยืนและทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่แรกเริ่มทีเดียว

6.ผลักดัน สภาเด็กและเยาวชน ให้เกิดขึ้นด้วยการรวมตัวกันในวิถีทาง ประชาธิปไตย ให้เด็กและเยาวชนสร้างโครงการเพิ่มพื้นที่ในลักษณะ เยาวชนนำผู้ใหญ่หนุน ในกิจกรรมต่างๆ เช่น ถนนเด็กเดิน การรณรงค์ให้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ประชาธิปไตยของนักเรียนหญิง และอื่นๆ
สภาเด็กและเยาวชนจะเป็นตัวผลักดันให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเขตพื้นที่การศึกษาพัฒนาสังคม องค์การบริหารส่วนจังหวัด ประสานความร่วมมือกันกำหนดนโยบายด้านเด็กและเยาวชนประชาธิปไตยในโรงเรียน โครงการปฏิบัติธรรมะ ค่ายฝึกฝนเด็กดีมีวินัย เป็นต้น
ปัญหาการศึกษานับเป็นเรื่องแก้ไม่ตก รัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมาล้วนศิโรราบกับโครงสร้างระบบ และวัฒนธรรมองค์กรที่ผนึกกันแน่นกว่าเดิม เด็กที่เป็นผลผลิตสะท้อนทั้งด้อยคุณภาพ และปัญหาซับซ้อนมากมาย


ผู้สืบค้น นางสาว ตองเตย คลังเพ็ชร 06530248
ที่มา http://news.sanook.com/scoop/scoop_215218.php



external image train4.gif
external image train4.gif




ปัญหาในโรงเรียน
external image Cartoon-School.jpg




  • ปัญหาในชั้นเรียน

  1. นักเรียนไม่เห็นความสำคัญของการเรียน โดยมีความสนใจกับสิ่งอื่นๆมากว่า เช่น อ่านการ์ตูนหรือหนังสืออื่นๆนอกจากหนังสือเรียนในเวลาเรียน นั่งฟังเพลง พูดคุยกับเพื่อนข้างๆ ทำให้ไม่ได้รับรู้สิ่งที่ครูสอน
  2. นักเรียนขาดความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย ส่งงานไม่ตรงตามกำหนด หรือไม่ร่วมมือกับเพื่อนในการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ
  3. นักเรียนขาดทักษะในการ ฟัง พูด อ่าน เขียน อันเป็นพื้นฐานในการรับรู้สิ่งที่ครูอธิบาย และให้ปฏิบัติเพื่อเกิดความชำนาญในสิ่งที่ครูสอนหรือแนะนำ
  4. นักเรียนไม่เข้าใจในสิ่งที่ครูสอน
  5. นักเรียนหนีเรียน
  6. บรรยากาศในการเรียนไม่เอื้อการเรียนการสอน เช่น มีเสียงดังรบกวน อากาศร้อนหรือเย็นเกินไป
  7. นักเรียนขาดสมาธิในการเรียน เนื่องจากมีเรื่องต่างๆ มารบกวนจิตใจ เช่น มีการสอบวิชาอื่นในคาบต่อไป
  8. สื่อการเรียนการสอนไม่พร้อม
  9. นักเรียนเข้ากับเพื่อนไม่ได้

  • ปัญหาในโรงเรียน


    1 . นักเรียนไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบของโรงเรียน เช่น แต่งกายไม่ถูกระเบียบ


    2. นักเรียนก่อเหตุทะเลาะวิวาทกันในโรงเรียน ปัญหาลักขโมย


    3. นักเรียนติดยาเสพติด


    4. นักเรียนเล่นการพนัน


    5. นักเรียนมีปัญหาเรื่องชู้สาว


    6. นักเรียนขาดจิตสำนึกสาธารณะในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่น เช่น ทำลายทรัพย์สินโดยการขีดเขียน โต๊ะ ผนังห้องน้ำ ทิ้งขยะเกลื่อนกลาด


    7 . นักเรียนขาดความอ่อนน้อมต่ออาจารย์


    8. นักเรียนมาโรงเรียนสาย
ผู้สืบค้น นางสาว ตองเตย คลังเพ็ชร 06530248

ที่มา http://my.dek-d.com/k-popclub/blog/

external image a1.gif


ปัญหาการเรียน

student.png

ปัญหาเรื่องการเรียนในวัยรุ่น แม้จะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาพทางกาย แต่ก็เป็นหัวใจของการนำไปสู่ปัญหาต่อเนื่องมากมาย

ปัญหาการเรียนในวัยรุ่นเกิดขึ้นเพราะ ในสภาวะปัจจุบันมีสิ่งแวดล้อมภายนอกมาเบี่ยงเบนความสนใจมากขึ้น หลายๆ คนบอกว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อที่ต้องเรียนหนังสือ แต่ถ้าท่านเป็นวัยรุ่นที่กำลังฟังอยู่ขณะนี้ ท่านคงต้องหยุดคิดพิจารณาให้ดีว่า ท่านเรียนหนังสือเพื่ออะไร? คำตอบก็คือท่านเรียนหนังสือเพื่อตัวเอง ท่านจะเรียนดี สอบได้คะแนนดี เรียนต่อในชั้นสูงๆ ขึ้นไปได้เรื่อยๆ ก็เพื่อตัวเองทั้งสิ้น เพราะคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองท่านก็มีส่วนในการความภูมิใจ ดีใจที่บุตรหลานประสบความสำเร็จในการเล่าเรียน แต่ความสำเร็จในการเรียนจะติดตัวท่านไป จนท่านเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพเครื่องมือในการสร้างฐานะของครอบครัวต่อไปในอนาคต และในช่วงระยะเวลานี้เท่านั้น ที่เป็นโอกาสเหมาะที่จะศึกษาเล่าเรียนให้เต็มที่ คุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองของท่านคงไม่มีใครที่ไม่ต้องการสนับสนุนให้ท่านเรียนหนังสือ ดังนั้นตัวท่านเท่านั้นที่ต้องมุมานะพยายามให้เต็มที่ มากเท่าที่ท่านจะสามารถกระทำได้

การเรียนให้ประสบความสำเร็จ มีวิธีการมากมาย แต่หัวใจที่สำคัญที่สุดอยู่ที่ตัวท่าน ตัวท่านต้องการเรียนให้ดีขึ้นหรือไม่ ตัวท่านเห็นความสำคัญของการศึกษาเล่าเรียนในขณะนี้หรือไม่ ถ้าคำตอบของท่านคือท่านต้องการ ความสำเร็จในการปรับปรุงการเรียน จะมีมากกว่า 50% ไปแล้ว ท่านจะต้องมานึกย้อนหลังดูว่า ท่านบกพร่องอะไรบ้างในอดีตที่ผ่านมา ท่านเตรียมการเรียนหรือท่านทำการบ้านครบถ้วนหรือไม่ ทบทวนบทเรียนบ้างหรือเปล่า ให้เวลากับการเที่ยวเตร่คบเพื่อนหรือกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนมากไปหรือเปล่า ท่านต้องปรับปรุงสิ่งเหล่านี้ และที่สำคัญคือการทุ่มเทให้เวลากับการเรียนมากขึ้น สมองของแต่ละบุคคลรับรู้และเข้าใจบทเรียนโดยใช้เวลาไม่เท่ากัน ซึ่งจะเกิดขึ้นทั้งในคนเรียนเก่งและเรียนไม่เก่ง บางคนอาจฟังครั้งเดียวแล้วเข้าใจ แต่บางคนต้องฟังหลาย ๆ ครั้ง ต้องจดโน๊ตย่อ หรือต้องทบทวนด้วยตนเองอีก จึงจำได้และเข้าใจ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร สำคัญอยู่ที่ว่าท่านต้องการเรียนให้ดีขึ้นหรือเปล่า ความพยายามของท่านเท่านั้นที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ

การคบเพื่อน ปัญหาเรื่องการคบเพื่อน แม้จะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาพทางกาย แต่ก็เป็นหัวใจของการนำไปสู่ปัญหาต่อเนื่องมากมาย รวมทั้งปัญหาทางร่างกายและจิตใจที่จะกล่าวถึงต่อไป วัยรุ่นเป็นวัยที่เบิกบาน สนุกสนาน มีความคิดความเห็นของตนเองมากขึ้น มีการพบปะเพื่อนฝูงต่างๆ ในโรงเรียนมากมาย ทั้งเพศเดียวกันและเพศตรงข้าม ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกหรือเสียหายอย่างไรที่จะมีเพื่อนเพศตรงข้าม ถ้าอยู่ในกรอบแห่งการคบหาสมาคมเช่นเพื่อนสนิทที่มีความหวังดีต่อกันและกัน คำแนะนำซึ่งเป็นกฏตายตัวหรือเป็นหลักการในการคบเพื่อนคงไม่มีชัดเจน แต่จะอยู่บนพื้นฐานของความพอดีหรือความสมดุล ที่แต่ละคนแต่ละครอบครัวจะต้องปรับเข้ามาหากัน ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ


1.ตัวของท่านต้องไม่เสียหาย หมายถึงเพื่อนนั้นต้องไม่นำสิ่งที่ไม่ดีมาสู่ท่าน ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด สุรา บุหรี่ การเที่ยวเตร่ดึกดื่นที่มีผลต่อสุขภาพกายของท่าน ตลอดจนการดื่มสุราหรือเบียร์เป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุจากการจราจร บางครั้งรุนแรงจนถึงกับการเสียชีวิตก็มีขึ้นได้บ่อยๆ การชักจูงที่นำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งมีโอกาสที่จะทำให้ท่านติดโรคร้ายเอดส์ได้2.การเรียนต้องไม่เสียหาย หมายถึง การคบเพื่อนนั้นต้องไม่ขโมยเวลา หรือนำเอาความสนใจออกไปจากการศึกษาเล่าเรียน ที่เป็นเป้าหมายหลักและมีความสำคัญอย่างยิ่งในวัยของท่าน ในทางตรงข้ามการคบเพื่อนที่ดีน่าจะชักจูงกัน หรือส่งเสริมให้กันและกัน เพื่อการศึกษาเล่าเรียนได้ดียิ่งขึ้น3.คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองต้องไม่ทุกข์ทรมานกับการคบเพื่อน หมายถึงการกระทำใดๆที่เกิดจากการคบเพื่อน ท่านต้องพินิจพิจารณาให้เหมาะสม ท่านต้องไม่เปรียบเทียบกับครอบครัวของคนอื่นๆ ความเห็นต่างๆของพ่อแม่ผู้ปกครองของท่าน และของเพื่อนๆท่าน จะเหมือนกันคงเป็นไปไม่ได้ ทำไมเพื่อนถึงไปได้ กลับดึกได้ ไปค้างคืนกับเพื่อนได้ แต่ท่านไม่สามารถทำได้ แต่ละครอบครัวจะมีความแตกต่างกัน ตัวท่านเองนั่นแหละ ที่จะต้องเข้าใจความไม่เหมือนกันตรงนี้ของแต่ละครอบครัว แล้วท่านจะไม่นำความทุกข์ใจมาสู่พ่อแม่หรือผู้ปกครองของท่านอย่างแน่นอน
ที่มา

http://www.bangkokhealth.com/index.php/Teen/140-2009-01-19-07-40-48.html http://www.bangkokhealth.com/index.php/Teen/139-2009-01-19-07-40-24.html
สืบค้นโดย นางสาววิลาสิณี จันทร์หาจักษ์ 06530126 การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอน research02.jpg
แบ่งขั้นการดำเนินงานออกเป็น 2 ขั้นใหญ่ ๆ คือ ขั้นแรกเป็นการแสวงหาและพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอนซึ่งดำเนินการโดยใช้กระบวนการวิจัย เมื่อได้นวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพและมีคุณภาพแล้วจึงนำนวัตกรรมนั้นไปแก้ปัญหา/พัฒนาผู้เรียนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย การดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าว ได้กำหนดเป็นขั้นตอนการปฏิบัติงานที่สำคัญ ดังนี้

1.การศึกษาปัญหาการเรียนการสอน

2.การกำหนดและจัดทำนวัตกรรมการเรียนการสอน

3.การจัดทำเครื่องมือประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพนวัตกรรมการเรียนการสอน

4.การทดลองศึกษาคุณภาพและประสิทธิภาพนวัตกรรมการเรียนการสอน

5.การนำนวัตกรรมการเรียนการสอนไปใช้แก้ปัญหา/พัฒนาผู้เรียน

6.การเขียนรายงานผลการพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอน

7.การเผยแพร่ผลการพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอน


rการศึกษาปัญหาการเรียนการสอน

ขั้นตอนนี้เป็นการนำผลการจัดการเรียนการสอนที่ผ่านมามาตรวจสอบ พิจารณาว่าเรื่องใดจุดใดที่ยังมีปัญหา จำเป็นต้องปรับปรุง แก้ไขหรือพัฒนา ให้มีคุณภาพตามเป้าหมายหรือตามความคาดหวังที่ตั้งไว้ โดยการวิเคราะห์ปัญหาที่พบว่าเกิดจากสาเหตุใด ลักษณะอาการของปัญหาตามสาเหตุนั้นเป็นอย่างไร เพื่อกำหนดแนวทางการแก้ปัญหา/พัฒนา ตามสาเหตุและอาการที่ผ่านการพิจารณาจัดลำดับความสำคัญหรือความต้องการจำเป็นในการพัฒนาแล้ว การศึกษาปัญหาการเรียนการสอนพิจารณาได้จากร่องรอย หลักฐาน ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอน ดังนี้

1.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน

2.ผลการวัดและประเมินจุดประสงค์การเรียนรู้

3.การทำแบบฝึกหัดของผู้เรียน

4.ผลการตรวจผลงานของผู้เรียน

5.ผลจากการทดสอบความรู้ความเข้าใจและทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียน

6.บันทึกผลการสอนหลังสอนในแผนการสอน

7.ผลการวิจัยที่ผู้สอนได้จัดทำขึ้น

เมื่อได้ศึกษาปัญหาการจัดการเรียนการสอนและพบปัญหาที่แท้จริงแล้ว ต้องศึกษาสาเหตุของปัญหานั้นว่าเกิดจากสาเหตุใด ซึ่งอาจเกิดจากตัวครู ผู้เรียน ผู้บริหารโรงเรียน สื่อหรือวิธีสอน ฯลฯ แล้วนำมาจัดลำดับความสำคัญหรือความต้องการจำเป็นในการพัฒนา


rการกำหนดและจัดทำนวัตกรรมการเรียนการสอน

ขั้นตอนนี้เป็นการคิดค้น แสวงหาและจัดทำนวัตกรรม เพื่อนำมาใช้แก้ปัญหาและพัฒนา

การเรียนการสอนให้มีคุณภาพ โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานดังนี้

1. พิจารณาเลือกปัญหา/ความต้องการพัฒนา ที่ได้จัดลำดับความสำคัญ/ความต้องการจำเป็นไว้แล้วในขั้นการศึกษาปัญหาการเรียนการสอน

2.กำหนดนวัตกรรมที่จะนำมาใช้แก้ปัญหา/พัฒนาการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับสาเหตุ หรืออาการของปัญหา

3.สร้างนวัตกรรมการเรียนการสอน โดยมีขั้นตอนการสร้าง ดังนี้

3.1วิเคราะห์หลักสูตร

3.2ศึกษาหลักการ แนวคิด ทฤษฎีและผลงานที่เกี่ยวข้อง

3.3จัดทำโครงสร้างของนวัตกรรมการเรียนการสอน

3.4สร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนตามโครงสร้างและขั้นตอนที่กำหนด

3.5นำนวัตกรรมการเรียนการสอนที่สร้างขึ้นไปพิสูจน์คุณภาพและประสิทธิภาพ


rการจัดทำเครื่องมือประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพของนวัตกรรมการเรียนการสอน

การนำนวัตกรรมการเรียนการสอนที่สร้างขึ้นพิสูจน์คุณภาพและประสิทธิภาพ จำเป็นต้องมีเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย การจัดทำเครื่องมือดังกล่าว ดำเนินการดังนี้

1.ศึกษาวัตถุประสงค์ของนวัตกรรมการเรียนการสอนที่สร้างขึ้น

2.กำหนดเครื่องมือที่ต้องใช้ประกอบการประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพของนวัตกรรมการเรียนการสอน

3.ศึกษาแนวทางการสร้างเครื่องมือ

4.ออกแบบและสร้างเครื่องมือ

5.ตรวจสอบและผ่านการกลั่นกรองของผู้เชี่ยวชาญ

6.ศึกษาคุณภาพและประสิทธิภาพของเครื่องมือ

7.จัดทำเป็นเครื่องมือฉบับจริง


rการทดลองศึกษาคุณภาพและประสิทธิภาพของนวัตกรรมการเรียนการสอน

เมื่อได้นวัตกรรมการเรียนการสอนฉบับร่างและเครื่องมือที่จำเป็นต้องใช้ในการประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพของนวัตกรรมการเรียนการสอนครบถ้วน เรียบร้อยแล้ว ก็นำนวัตกรรมการเรียนการสอนที่จัดทำขึ้นไปศึกษาคุณภาพและประสิทธิภาพด้วยวิธีการที่เชื่อถือได้ ดังนี้

1.การศึกษาคุณภาพของนวัตกรรมการเรียนการสอนดำเนินการดังนี้

1.1กลั่นกรองเบื้องต้นโดยให้ผู้เรียนและครูผู้สอนกลุ่มสาระนั้นอ่านเพื่อตรวจสอบดูว่ามีข้อบกพร่องที่ใดบ้าง แล้วนำข้อบกพร่องมาปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสม

1.2นำนวัตกรรมการเรียนการสอนที่ปรับปรุงแก้ไขเรียบร้อยแล้วให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 – 5คน ประเมินเพื่อตรวจสอบคุณภาพ และให้ข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงนวัตกรรม

การเรียนการสอนให้มีคุณภาพสูงขึ้น

1.3วิเคราะห์ผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญเพื่อดูว่านวัตกรรมการเรียนการสอนมีคุณภาพอยู่ในระดับใด และปรับปรุงข้อบกพร่องในกรณีที่ผู้เชี่ยวชาญได้ให้ข้อเสนอแนะมา

1.4จัดทำเป็นนวัตกรรมการเรียนการสอนที่พร้อมสำหรับนำไปทดลองใช้เพื่อศึกษาประสิทธิภาพต่อไป

2.การศึกษาประสิทธิภาพของนวัตกรรมการเรียนการสอน ดำเนินการดังนี้

2.1นำนวัตกรรมการเรียนการสอนที่ผ่านการตรวจสอบและประเมินคุณภาพของผู้เชี่ยวชาญแล้ว ไปทดลองใช้กับผู้เรียนที่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับกลุ่มเป้าหมายของการแก้ปัญหาหรือพัฒนาตามรูปแบบและวิธีการที่กำหนด

2.2นำผลการทดลองมาคำนวณหาประสิทธิภาพของนวัตกรรมการเรียนการสอนโดยใชสูตร E1/ E2


r การนำนวัตกรรมการเรียนการสอนไปใช้แก้ปัญหา/พัฒนาผู้เรียน

หลังจากได้ศึกษาคุณภาพและประสิทธิภาพของนวัตกรรมการเรียนการสอน ตามวิธีการและขั้นตอนที่เชื่อถือได้ และนวัตกรรมการเรียนการสอนนั้นมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพตามที่กำหนดแล้ว จึงนำนวัตกรรมการเรียนการสอนไปใช้แก้ปัญหาและพัฒนาผู้เรียนที่เป็นประชากร

กลุ่มตัวอย่าง หรือกลุ่มเป้าหมาย ของการแก้ปัญหา/พัฒนา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่านวัตกรรมการเรียนการสอนที่สร้างขึ้นมานั้นมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะนำไปใช้กับนักเรียนกลุ่มใดในระดับเดียวกัน


r การเขียนรายงานผลการพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอน

เป็นการนำผลการดำเนินงานสร้างและทดลองใช้นวัตกรรมการเรียนการสอนทุกขั้นตอนมาเขียนเพื่อแสดงถึงคุณภาพและประสิทธิภาพของนวัตกรรมการเรียนการสอน ว่ามีมากน้อยเพียงใดการเขียนรายงานใช้แนวเดียวกับการเขียนรายงานการวิจัย ซึ่งแบ่งการเขียนออกเป็น 5 บท ดังนี้

บทที่ 1 บทนำ นำเสนอรายละเอียดตามหัวข้อต่อไปนี้

- ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

- วัตถุประสงค์ของการทดลอง

- สมมุติฐานของการทดลอง

- ขอบเขตของการทดลอง

- ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

- นิยามศัพท์

บทที่ 2การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

เป็นการนำเสนอแนวคิด หลักการ ทฤษฎี และผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องที่นำมาใช้ในการพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอน โดยนำเสนอรายละเอียด ดังนี้

- หลักการ แนวคิด ทฤษฎี ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอน

- ผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอน

- หลักการ แนวคิด ทฤษฎี และผลการวิจัยที่นำมาใช้พัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอนในกลุ่มสาระ/วิชาที่คิดค้นและสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอน

บทที่ 3 วิธีดำเนินการสร้างและทดลองใช้นวัตกรรมการเรียนการสอน

บทนี้ นำเสนอขั้นตอนการสร้างและพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอน โดยมีหัวข้อการนำเสนอ ดังนี้

- วัตถุประสงค์ของการทดลอง

- สมมุติฐานของการทดลอง

- ประชากรที่ใช้ในการทดลอง

- กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง

- นวัตกรรมและเครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง

- การสร้างนวัตกรรมและเครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง

- การดำเนินการทดลอง

- การวิเคราะห์ผลการทดลอง

- สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ผลการทดลอง

บทที่ 4การวิเคราะห์ข้อมูลและผลการวิเคราะห์ข้อมูล เป็นการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล โดยนำเสนอในรูปของตาราง กราฟ หรือบรรยาย ตามวัตถุประสงค์ของการทดลองที่กำหนดในบทที่ 1

บทที่ 5การสรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ บทนี้นำเสนอผลการดำเนินการวิจัยโดยมุ่งนำเสนอสาระสำคัญ 3 ประเด็นคือ

- สรุปผลการวิจัย นำเสนอวัตถุประสงค์ ขั้นตอนการดำเนินงาน และผลการวิจัยโดยสรุป ให้เห็นภาพของการดำเนินการสร้างและพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอนตลอดแนว

- อภิปรายผลการวิจัย เป็นการนำผลที่เกิดขึ้นจากการวิจัยมานำเสนอให้เห็นภาพรวมที่เป็นผลน่าพอใจ สิ่งที่เป็นข้อสังเกต โดยอ้างอิงหลักการ ทฤษฎีและผลการวิจัยที่สอดคล้องประกอบการอภิปรายอย่างเหมาะสม

- ข้อเสนอแนะ เป็นการนำเสนอสิ่งที่ควรดำเนินการต่อเนื่อง หรือพัฒนาผลการวิจัยอย่างต่อเนื่อง ที่จะทำให้เกิดคุณภาพในการพัฒนาอย่างเด่นชัดและเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาการเรียนการสอนมากยิ่งขึ้น


r การเผยแพร่ผลการพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอน

หลังจากพิสูจน์ผลชัดเจนว่านวัตกรรมการเรียนการสอนที่คิดค้นและพัฒนานั้น สามารถแก้ปัญหาและพัฒนาการเรียนการสอนได้อย่างแท้จริงและได้นำเสนอผลการทดลองใช้ออกมาเป็นรายงานที่ถูกต้องแล้ว ควรเผยแพร่ผลการพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอนอย่างกว้างขวางเพื่อ

ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาการจัดการศึกษา การพัฒนาผู้เรียน และการสร้างความก้าวหน้าให้เกิดขึ้นในวงวิชาการ ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การจัดนิทรรศการแสดงผลงาน การเผยแพร่ทางสื่อประเภทต่าง ๆ การเผยแพร่ให้องค์กร หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ห้องสมุด เป็นต้น


ที่มา
http://www.google.co.th/url?sa=t&rct=j&q=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%20%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%20%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%20%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%20%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%20%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%20%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%99&source=web&cd=5&ved=0CD0QFjAE&url=http://www.saraeor.org/Job%2520school3/bbb.doc&ei=gahET7yaCNHorQfErMCwDw&usg=AFQjCNGwQJ7picDRPollciFriSPt979m9g

สืบค้นโดย นางสาววิลาสีณี จันทร์หาจักษ์ 06530126



reply-00000028360.gif




ปัญหาการเรียนการสอน
9.jpg


ปัญหาในการเรียนการสอน คือ ความแตกต่างระหว่างสิ่งที่ครูคาดหวัง (ผลที่ต้องการ) กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง (ผลที่เกิดขึ้นจริง ๆ) หรือกล่าวได้ว่าผลของการเรียนการสอน ที่เกิดขึ้นจริงไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่คาดหวังไว้ ก็แสดงว่าเกิดปัญหาในการจัดการเรียนการสอน
ซึ่งหากวิเคราะห์ให้ชัดเจนแล้วปัญหาในการเรียนการสอน อาจแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ ปัญหาเชิงขัดข้อง ปัญหาเชิงป้องกัน และปัญหาเชิงพัฒนา




1. ปัญหาเชิงขัดข้อง เป็นปัญหาที่มีลักษณะสภาพที่เป็นจริงต่ำกว่ามาตรฐานที่คาดหวัง โดยสภาพปัญหานี้เกิดมาก่อนตั้งแต่ในอดีต ในปัจจุบัน และในอนาคตอันใกล้ก็ยังคงมีความแตกต่างกันต่อไป มีปัญหาเกิดขึ้นมาแล้วตั้งแต่อดีตและในปัจจุบันก็ยังคงมองเห็นสภาพของปัญหา โดยถ้าไม่แก้ไขแล้วปัญหานี้ก็จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต

2. ปัญหาเชิงป้องกัน เป็นปัญหาที่มีลักษณะมองเห็นแนวโน้มของความแตกต่างระหว่างสภาพจริงที่จะต่ำกว่า มาตรฐานที่คาดหวัง ซึ่งคาดว่าอาจจะเกิดขึ้นในอนาคต อันที่จริงปัญหายังไม่เกิดทั้งในอดีตและปัจจุบัน (สภาพจริงในอดีตและปัจจุบันยังสูงกว่ามาตรฐานที่คาดหวัง) แต่มีเครื่องชี้วัดหรือแนวโน้มที่บ่งบอกว่าจะเกิดปัญหาขึ้นอย่างแน่นอนในอนาคต แนวโน้มในอนาคต สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในอนาคตจะต่ำกว่า มาตรฐานที่คาดหวัง แม้ว่าในอดีตและในปัจจุบันสิ่งที่เกิดขึ้นจริงจะยังคงสูงกว่ามาตรฐานที่ คาดหวังก็ตาม ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องป้องกันไว้ก่อน

3. ปัญหาเชิงพัฒนา

เป็นปัญหาที่จริง ๆ แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในอดีตและปัจจุบันยังสูงกว่าระดับมาตรฐานที่คาดหวัง และไม่มีแนวโน้มว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงจะลดต่ำลงจนเกิดปัญหา แต่ในอนาคตจะมีการกำหนดมาตรฐานที่คาดหวังให้สูงขึ้น เพื่อเพิ่มคุณภาพของผู้เรียน ดังนั้นหากไม่ดำเนินการพัฒนาก็จะเกิดปัญหาในอนาคต ปัญหาเชิงพัฒนาเกิดจากความต้องการพัฒนาคุณภาพและ ประสิทธิภาพของการเรียนการสอนในปัจจุบันให้มีมาตรฐานที่สูงขึ้น ทั้งที่ความเป็นจริงในปัจจุบันก็ไม่มีความแตกต่างจากความคาดหวังที่กำหนดไว้ แต่ต้องการกำหนดเกณฑ์ที่เป็นความคาดหวังใหม่ในอนาคตที่สูงขึ้น เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานของการเรียนการสอน จากกรณีปัญหาทั้ง 3 ลักษณะที่นำเสนอนั้นอาจสรุปได้ว่า การจัดการเรียนการสอนจะมีปัญหาเกิดขึ้นเสมอ ถ้าไม่ใช่ปัญหาในปัจจุบันก็อาจเป็นปัญหาในอนาคต ทำให้ครูหรือ ผู้ปฏิบัติงานต้องหาทางแก้ไขปัญหาให้สอดรับกับความต้องการที่เกิดขึ้นและนำไปสู่การคิดค้นหาวิธีการใหม่ ๆ เพื่อให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยมีแนวทางดำเนินการอยู่ 3 แนวทางคือ หาทางแก้ไข หาทางป้องกัน และหาทางพัฒนางานการเรียนการสอนของครู
8.jpg

(เพิ่มเติมด้วยตนเอง) โดยครูอาจจะใช้นวัตกรรมสื่อการสอนเพื่อช่วยให้นักเรียนเข้าใจในเนื้อหามากยิ่งขึ้น และยังสะดวกต่อครูผู้สอนอีกด้วย ซึ่งนวัตกรรมสื่อการสอน ตัวอย่างเช่น

- คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI : Computer-Assisted Instruction)
- เครื่องช่วยสอน(Teaching Machine)- ชุดการสอน (Learning Packages)


โดย:บรรดล สุขปิติรองศาสตราจารย์ ประจำหน่วยวิจัยเครือข่ายการพัฒนาครู มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมจาก: http://research.npru.ac.th/development/research_npru/images/stories/3.3.docสืบค้นโดย :นางสาววิจิตรแข เจนปรมกิจ 06530124



012.gif
10 อาการที่ทำให้ต้องผ่าตัดใหญ่การศึกษาไทย
10.jpg


1.คุณภาพการศึกษาพื้นฐานตกต่ำ : ความจำเป็นที่ต้องปฏิรูปการเรียนรู้
มีหลักฐานต่างๆ สะท้อนให้สังคมไทยเห็นมาอย่างต่อเนื่องถึงคุณภาพการศึกษาของไทยที่ตกต่ำ ทั้งที่เป็นการสำรวจโดยองค์กรระหว่างประเทศ และการประเมินโดยองค์กรภายในประเทศ คือ นักเรียนไทยส่วนใหญ่มีความรู้ต่ำกว่ามาตรฐาน ความรู้ที่ว่านี้หมายถึงวิชาที่สำคัญต่างๆ เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ การคิดเชิงวิเคราะห์ ภาษา ซึ่งรวมถึงภาษาไทย นักเรียนที่จัดว่ามีความรู้จริงที่พอมีอยู่บ้าง ก็มีจำนวนน้อย
คุณภาพที่ตกต่ำย่อมหมายถึงวิชาการ และองค์ความรู้ที่เรามีอยู่ในระบบการศึกษาไทยต่ำกว่ามาตรฐาน หมายถึงระบบการถ่ายทอดความรู้ รวมทั้งครูผู้สอนมีความรู้ต่ำกว่ามาตรฐาน หมายถึงความด้อยคุณภาพของระบบสนับสนุนการเรียนรู้ต่างๆ ซึ่งในที่สุด ย่อมเป็นผลให้ผู้เรียนที่มีความรู้ต่ำกว่ามาตรฐาน แต่ที่วิกฤตที่สุดเหนือวิกฤตทั้งหลายคือ สภาพเหล่านี้ได้กลายมาเป็นความเคยชิน และชีวิตประจำวันของระบบการศึกษาไทย ซึ่งหากไม่มีการปฏิรูประบบการเรียนรู้ครั้งใหญ่ เราคงหนีพ้นจากวังวนนี้ยาก
2.ปัญหาของการปฏิรูปโครงสร้าง
กฎหมายที่กำหนดการปฏิรูปการศึกษาของไทย มีผลให้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการครั้งใหญ่ กรมต่างๆ ถูกยุบไป ได้มีการรวมเอาทบวงมหาวิทยาลัย และสภาการศึกษาแห่งชาติเข้ามาไว้ในกระทรวงศึกษาธิการ กลายเป็นโครงสร้างใหม่
ปัญหาสูตรไม่สำเร็จของการปฏิรูปโครงสร้าง ปรากฏออกมาในรูปของข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ และข้อเรียกร้องต่างๆ การปรับโครงสร้างที่เกิดขึ้นมาแล้วนั้น ดูจะเป็นรูปธรรมเพียงประการเดียวที่ปรากฏให้เห็นจากกระบวนการปฏิรูปการศึกษาที่ขับเคลื่อนโดย พ.ร.บ. 2542 แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นมาตามรายทางเหล่านี้ ชี้ประเด็นว่า แม้รูปธรรมประการเดียวนี้ก็ยังมีปัญหา เพราะโครงสร้างใหม่น่าจะมีความไม่เหมาะสมจนมีข้อเรียกร้องให้ทบทวน หรือปรับปรุงเกิดขึ้นตลอดเวลา
3.ปัญหาของครู
ในปัจจุบันวิชาชีพนี้ตกต่ำ จนองค์กรวิชาชีพครู เช่น คุรุสภา ต้องวางยุทธศาสตร์การพัฒนาวิชาชีพครูเพื่อให้กลับมาเป็นวิชาชีพชั้นสูงเหมือนในอดีต โดยมีมาตรการอันหนึ่งคือ การปรับปรุงกระบวนการผลิตครูโดยเพิ่มหลักสูตรจาก 4 ปี เป็น 5 ปี แต่ปัญหาของวิชาชีพครูอาจจะไม่สามารถแก้ไขได้เพียงการเพิ่มเวลาเรียนเท่านั้น เพราะแท้ที่จริงแล้ว ความก้าวหน้าทางราชการในระยะยาวของผู้สำเร็จการศึกษาด้วยหลักสูตร 4 ปี และหลักสูตร 5 ปีนั้น ไม่แตกต่างกันเลย
4.ขาดแคลนบัณฑิตแต่บัณฑิตก็ยังตกงาน
ประเทศเราไม่มีแผน และกลไกการกำกับการผลิตกำลังคนเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ ที่เราพอจะมีบ้างคือตัวเลขความต้องการกำลังคนในบางสาขาวิชาชีพ ในขณะที่ผู้สำเร็จการศึกษาในบางสาขามีมากมายจนล้นงาน จนพบเนืองๆ ว่า ในการรับสมัครงานบางตำแหน่ง มีผู้สมัครหลายหมื่นคนเพื่อแย่งกันเข้าทำงานที่มีการรับเพียงไม่กี่สิบอัตรา แต่บางสาขาวิชากลับขาดแคลนกำลังคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรม และทางด้านการแพทย์
5.ปัญหาของอาชีวศึกษา
นอกจากความนิยมที่ตกต่ำ ทำให้มีผู้สนใจเข้าศึกษาน้อยลงแล้ว อาชีวศึกษาก็ยังประสบปัญหาด้านคุณภาพ การที่เปิดโอกาสให้อาชีวศึกษาจัดการศึกษาได้ถึงขั้นปริญญาเหมือนกับมหาวิทยาลัย กำลังเป็นที่ถูกจับตามอง และเป็นข้อวิตกว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกทางหรือไม่ ในอนาคตจะไม่เป็นที่น่าแปลกใจที่เราจะต้องมาดำเนินตามรอยเดิม คือการยกระดับสถาบันเหล่านี้ขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยเหมือนดังที่เคยทำมาแล้ว
6.วิทยาลัยชุมชน
วิทยาลัยชุมชน เกิดขึ้นมาจากแผนการปฏิรูปการศึกษาฉบับดั้งเดิม (พ.ศ.2542) ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงแผนหลัก แต่กลับไม่ได้ปรับในรายละเอียดของกิจกรรม "วิทยาลัยชุมชน" จึงได้เกิดขึ้น และคงอยู่ในสภาพที่อิหลักอิเหลื่อ ขณะนี้มีความพยายามที่ยกร่างพระราชบัญญัติวิทยาลัยชุมชน เพื่อให้เกิดความชัดเจนของพัฒนาการของการศึกษาในรูปแบบใหม่นี้
7.คุณภาพอุดมศึกษา/ปริญญาเฟ้อ
ในการประมวลปัญหาเพื่อจัดทำกรอบแผนอุดมศึกษาระยะยาว ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2550-2565) โดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้สรุปปัญหาของอุดมศึกษาไทยว่า เป็นระบบที่ "ไร้ทิศทาง ซ้ำซ้อน ขาดคุณภาพ และขาดประสิทธิภาพ" เมื่อเกือบ 20 ที่ผ่านมา มีข้อมูลที่ทำให้เราวิตกว่า ประชาชนไทยได้รับโอกาสในการเข้าสู่ระบบอุดมศึกษาค่อนข้างต่ำ ผลที่ตามมาคือ เราได้เร่งเปิดมหาวิทยาลัยขึ้นมาอีกเป็นจำนวนมาก เรามีสถาบันอุดมศึกษาประมาณ 255 แห่ง โอกาสการเข้าสู่อุดมศึกษาจึงเปลี่ยนไปเป็นใกล้ 50%
8.การขาดวิจัยและพัฒนา ขาดนวัตกรรม และปัญหาความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม
มหาวิทยาลัยของเราอ่อนด้อยในด้านการวิจัย ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ เป็นที่ยอมรับกันในสากลว่า มหาวิทยาลัยต้องเป็นต้นกำเนิดของการวิจัย และต้องเน้นภาระหน้าที่เรื่องการวิจัย เพราะการวิจัยเป็นการสร้างองค์ความรู้ หากเราไม่มีการวิจัย เราก็จะขาดทุนทางปัญญา
9.การปฏิรูปการเงินเพื่อการอุดมศึกษา
ต้นเหตุของความอ่อนแอของอุดมศึกษาประการหนึ่งมาจากระบบการเงินของอุดมศึกษาที่ล้าสมัย เมื่อปี พ.ศ.2548 ยังพบว่ามีความต่างกันมากระหว่างมหาวิทยาลัยของรัฐ และของเอกชน ภาระที่ตกต่อผู้เรียนจึงไม่เป็นธรรม เด็กที่เรียนดีที่มักจะมาจากครอบครัวที่พอมีอันจะกิน หรือร่ำรวย มีโอกาสเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐชั้นดีได้มากกว่า ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายต่ำกว่า ในขณะที่เด็กเรียนไม่ค่อยดี ซึ่งมักจะมาจากครอบครัวที่ด้อยทางฐานะ มักต้องพึ่งมหาวิทยาลัยเอกชนที่เก็บค่าใช้จ่ายสูงกว่า
10.เทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา
ประเทศไทยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้ในการศึกษา พบว่าเรามีการใช้คอมพิวเตอร์เพียง 43 เครื่องต่อประชากร 1,000 คน ในสหรัฐอเมริกามีโครงการ "หนึ่งนักเรียน-หนึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์" หรือ One Laptop Per Child (OLPC) ในประเทศไทย เครื่องคอมพิวเตอร์ในโรงเรียนโดยทั่วไปยังขาดแคลน หรือแม้จะพอมีบ้าง แต่ก็ยังมีความขาดแคลนแหล่งเรียนรู้โดยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ หลายๆ ประเทศจัดให้เรื่องการเรียนแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีเลิร์นนิ่ง (e-learning) เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งไม่จำกัดอยู่เฉพาะการศึกษาในระบบเท่านั้น อีเลิร์นนิ่ง เป็นระบบการเรียนที่มีประสิทธิภาพสูง เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนที่อาจมีศักยภาพต่างๆ กัน ให้มีโอกาสเรียนรู้เท่าเทียมกันได้ในที่สุด เป็นระบบที่ต้นทุนในภาพรวมต่ำ เพราะสามารถขยายผลไปถึงผู้เรียนได้เป็นจำนวนมาก อีเลิร์นนิ่งยังช่วยให้ระบบการจัดการความรู้ของสังคมมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และยังเอื้อต่อการศึกษาตลอดชีวิตของประชากรอีกด้วย ที่สำคัญที่สุด คือเป็นระบบที่จะช่วยให้การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของระบบการเรียนรู้ ที่เน้นการเรียนมากกว่าการสอน หรือผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ให้เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดย : ภาวิช ทองโรจน์
จาก : http://www.charuaypontorranin.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538672107&Ntype=6
สืบค้นโดย : นางสาววิจิตรแข เจนปรมกิจ 06530124

picline1.gif

รับมือเด็กช่างคุยในห้องเรียน
ธรรมชาติของเด็กเวลามาอยู่รวมกันมักจะพูดคุยเสียงส่งดัง ไม่เว้นแม้แต่ในห้องเรียน ที่บางครั้งอาจไม่ได้เสียงมากนัก แต่ก็ดังพอจะรบกวนสมาธิเพื่อนร่วมชั้น รบกวนการสอนของครู และยังแสดงให้เห็นว่านักเรียนที่คุยนั้นไม่ได้ใส่สิ่งที่ครูกำลังพูดอยู่ จนคุณครูต้องส่งเสียงปราม แต่ผลที่ได้คือนักเรียนเงียบเสียงลงชั่วคราว พร้อมด้วยบรรยากาศตึงเครียดในห้องเรียน ซ้ำร้ายหลังจากนั้นไม่นานนักเรียนคนเดิมหรือกลุ่มเดิมก็จะกลับมาพูดคุยในชั้นเรียนอีกขอนำเสนอเทคนิคการรับมือกับนักเรียนช่างคุย ให้ครูนำไปใช้หยุดการสนทนาผิดเวลาของนักเรียนเหล่านี้ลงชั่วคราว แล้วหันมาใส่ใจกับบทเรียนที่กำลังสอนอยู่แทนพูดคุยได้ แต่ว่าเวลาไหนล่ะ ?คำถามแรกที่ครูควรถามตัวเองในสถานการณ์นี้คือ “นักเรียนพูดคุยกันตอนไหน?” ขณะที่ครูกำลังสอนหรือสั่งงานอยู่หน้าชั้น หรือเป็นช่วงที่นักเรียนกำลังทำแบบฝึกหัดหรือทำงานที่ได้รับมอบหมายในห้องเรียน ถ้าเป็นกรณีหลัง ครูไม่ควรห้ามหรือใช้คำพูดในลักษณะ “นั่งทำงานไปเงียบๆ อย่าคุยกัน” แต่ควรเปิดโอกาสให้นักเรียนพูดคุยกันได้ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายในการทำงาน นักเรียนอาจใช้ช่วงเวลานี้พูดคุยซักถามถึงเรื่องงานที่กำลังทำอยู่ หรือจะคุยเรื่องอื่นๆ บ้างก็ได้ ไม่จำเป็นที่นักเรียนจะต้องพูดถึงเฉพาะเรื่องงานหรือบทเรียนตลอดเวลาในสายตาของครูอาจมองว่า การที่นักเรียนพูดคุยกันขณะทำงานในห้องเรียนเป็นเรื่องไร้ประโยชน์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว นักเรียนกำลังสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันและกันอยู่ผ่านการพูดคุยเล็กๆ น้อยๆ นี้ การเปิดโอกาสให้นักเรียนพูดคุยกันได้ขณะทำงาน จะทำให้นักเรียนรู้สึกผ่อนคลายและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

==



external image e0b8a3e0b8b1e0b89ae0b8a1e0b8b7e0b8ade0b980e0b894e0b987e0b881e0b88ae0b988e0b8b2e0b887e0b884e0b8b8e0b8a2e0b983e0b899e0b88ae0b8b1e0b9891.jpg?w=220&h=146


==

เวลาครู เวลานักเรียนเทคนิคหนึ่งที่ครูอาจนำมาใช้จัดการกับปัญหานักเรียนคุยกันในชั้นเรียนคือ สร้างข้อตกลงเรื่อง “เวลา” กับนักเรียนตั้งแต่ชั่วโมงแรกของชั้นเรียนตอนเปิดภาคการศึกษา โดยอธิบายกติกาว่าเวลาในชั้นเรียนจะแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ เวลาของครู และเวลาของนักเรียน เวลาของครูหมายถึงช่วงที่ครูกำลังพูด อธิบาย สั่งงาน หรือเป็นตอนที่ครูยืนอยู่หน้าห้อง ซึ่งนักเรียนจะต้องตั้งใจฟังสิ่งที่ครูพูด ห้ามพูดคุยกันเอง ถ้าเป็นเด็กเล็ก ครูควรระบุให้ชัดเจนว่าในช่วงเวลานี้เด็กสามารถทำอะไรได้บ้าง เช่น จดเลกเชอร์ได้ แต่ห้ามเหลาดินสอหรือค้นหาของในกระเป๋า เป็นต้นส่วนเวลาของนักเรียนคือช่วงเวลาหลังจากที่ครูมอบหมายให้ทำงาน นักเรียนจะพูดคุย ออกไปดื่มน้ำ หรือเข้าห้องน้ำได้ แต่ขอให้รับผิดชอบทำงานที่มอบหมายให้เสร็จทันเวลา แล้วเมื่อครบกำหนดเวลา ให้ครูปรบมือหรือสั่นกระดิ่งเป็นสัญญาณว่าหมดเวลาของนักเรียนแล้ว และจากนี้ไปจะเป็นเวลาของครู ทั้งนี้ อาจมีการตกลงร่วมกันว่าถ้าใครทำผิดกติกาควรจะถูกลงโทษอย่างไรในระหว่าง “เวลาของนักเรียน” ครูควรเดินสังเกตการณ์ไปทั่วห้อง พร้อมฟังสิ่งที่นักเรียนพูดคุยกัน วิธีการนี้จะทำให้ครูรับรู้ได้ว่านักเรียนแต่ละคนเข้าใจบทเรียนที่สอนไปมากน้อยแค่ไหน นักเรียนคนไหนต้องการคำแนะนำหรือความช่วยเหลือเพิ่มเติม ซึ่งครูสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ทันที นอกจากนี้ยังสามารถสังเกตได้ว่าใครตั้งใจทำงานหรือไม่ มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะกรณีงานกลุ่ม แล้วถ้าเห็นว่านักเรียนคนไหนพูดคุยเล่นสนุกมากกว่าจะพูดถึงเรื่องงาน ครูไม่ควรเดินไปตรงหน้านักเรียนคนดังกล่าวแล้วสั่งให้หยุดพูด เพราะจะทำให้นักเรียนเกิดความอับอายและรู้สึกเสียหน้า แต่ควรเดินอ้อมไปด้านหลังพร้อมกับพูดถามเบาๆ ว่า “ไหนลองอธิบายงานที่เธอทำให้ครูฟังหน่อยสิจ๊ะ” เพียงเท่านี้นักเรียนคนดังกล่าวก็จะรีบกลับไปให้ความสนใจกับงานตรงหน้าโดยอัตโนมัติบทลงโทษที่เหมาะสมธรรมชาติของเด็กนั้นจะอยู่นิ่งๆ เงียบๆ ได้ไม่นาน ครูไม่ควรคาดหวังว่าห้องเรียนจะต้องเงียบอยู่ตลอดเวลา และมีแต่เสียงพูดของครูเท่านั้น แม้จะเป็นช่วง “เวลาของครู” ขณะเดียวกันก็ไม่ควรวางเฉยกับเสียงพูดคุยของนักเรียนที่แทรกขึ้นมาระหว่างการเรียนการสอน เพราะถ้าครูยังคงสอนต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นักเรียนจะเรียนรู้ว่าตนสามารถพูดคุยในห้องเรียนได้ตลอดเวลาฉะนั้นเวลาที่เห็นเด็กคุยกันในชั้นเรียนขณะที่กำลังสอนอยู่ ครูจะต้องประเมินว่าการพูดคุยครั้งไหนที่ยอมรับได้และควรปล่อยผ่าน หรือครั้งไหนที่ต้องจัดการ ซึ่งแน่นอนว่าการจัดการนี้ไม่ใช่การพูดสั่งจากหน้าห้องว่าให้หยุดพูด แต่เปลี่ยนเป็นใช้สัญญาณความเงียบ โดยครูหยุดพูด หยุดทำสิ่งที่กำลังทำอยู่ขณะนั้น แล้วมองตรงไปยังนักเรียนที่พูดคุยกัน ท่ามกลางความเงียบนี้มีความเป็นคำพูดสื่อไปถึงนักเรียนคนนั้นหรือคู่นั้นว่า “ครูกำลังรอเธอหยุดพูด แล้วเราค่อยมาเรียนกันต่อ“

external image e0b8a3e0b8b1e0b89ae0b8a1e0b8b7e0b8ade0b980e0b894e0b987e0b881e0b88ae0b988e0b8b2e0b887e0b884e0b8b8e0b8a2e0b983e0b899e0b88ae0b8b1e0b9892.jpg?w=220&h=161
เมื่อนักเรียนหยุดพูดและห้องเรียนเงียบเสียงลงแล้ว ครูอาจย้ำถึงข้อตกลงที่ทำไว้ร่วมกันอีกครั้งว่าช่วงนี้เป็นเวลาของครู นักเรียนควรจะตั้งใจฟัง รอไว้ถึงเวลาของนักเรียนแล้วค่อยพูดคุยกัน จากนั้นจึงลงโทษนักเรียนตามกติกาที่ตกลงกันไว้ เช่น ทำผิดครั้งแรกครูว่ากล่าวตักเตือน ครั้งที่ 2 ให้ออกไปยืนนอกห้องเรียน 4 นาทีแล้วค่อยกลับเข้ามาเรียน ครั้งที่ 3 ตัดเวลาพักของนักเรียนออก 5 นาที ครั้งที่ 4 ตัดเวลาพัก 10 นาที และครั้งที่ 5 โทรศัพท์หาผู้ปกครอง แล้วให้นักเรียนอธิบายกับผู้ปกครองว่าตนทำความผิดอะไร และทำไมถึงทำ เพื่อให้นักเรียนได้ทบทวนสิ่งที่ทำลงไป แล้วปรับแก้นิสัยดังกล่าวครูท่านใดที่กำลังปวดหัวกับปัญหานักเรียนชั่งพูดชั่งคุยกันในห้องเรียน ท่านอาจลองนำวิธีการข้างต้นไปทดลองใช้จัดการกับเจ้าเด็กช่างพูดในห้องเรียนเหล่านั้นก็ด้ ซึ่งน่าจะได้ผลดีกว่าการที่ต้องพูดว่าเงียบๆ กันหน่อย , หรือ ฟังครูหน่อย” (บ่อยๆ) ก็ได้เเต่สิ่งที่สามารถเเก้ไขปัญหาเด็กชอบคุยในห้องเรียนได้นั้น ได้เเก่การนำสื่อการสอน เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น วิดีโอ หรือสื่อการสอนที่เหมาะสมกับวัยของเด็ก เช่นหากครูต้องการจะเล่านิทานเเบบเดิมๆ เด็กอาจไม่สนใจหรือพูดคุยกัน เเทนที่ครูจะเล่านิทานตามหนังสือ ครูใช้วิดีโอสื่อการสอนเป็นสิ่งเล่าเเทนเพื่อดึงดูดความสนใจเด็กภายในห้อง ที่ครูส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังคงประสบปัญหาเหล่านี้เพราะครูไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรมหรือเทคนิคการสอน หากครูนำเทคโนยีทางการศึกษาเข้ามาใช้ก็จะทำให้ปัญหาเหล่านี้หมดไปhttp://www.bloggang.com/viewblog.php?id=fino4710&date=20-07-2009&group=57&gblog=4
ตัวอย่างเเหล่งการเรียนรู้เพิ่มเติมทางการใช้I CT เเละการบูรณาการการสอน
www.eschool.su.ac.th/school31/web1.htm
http://forum.datatan.net/index.php/topic,126.msg126.html

สื่อการเรียนรู้
127172.gif


images.jpg



คลิกสิค่ะ


สืบค้นโดย นางสาววรรณทิพย์ ไทยมอญ 06530050

external image 50c1876a8e890edf52d6db0329688e3d_1208797981.gif



ปัญหาการเรียนของเด็ก

สาเหตุที่นักเรียนไม่สนใจเรียนในห้องเรียน

สาเหตุที่ทำให้เด็กไม่สนใจการเรียน อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เนื่องจากเด็กแต่ละคนจะมีลักษณะเฉพาะตัวแต่กำเนิดที่แตกต่างกันออกไป ทั้งด้านความคิด, วิธีการเรียนรู้, พฤติกรรมการเรียนรู้ระหว่างเรียน เช่น เด็กบางคนจะชอบเรียนกับคุณครูที่ใจดี ไม่เข้มงวดกับตนเอง, เด็กบางคนอาจจะชอบเรียนกับคุณครูที่สอนด้วยการพูดอธิบายให้นักเรียนฟัง แต่บางคนอาจจะชอบอ่านจากเอกสารการเรียนมากกว่า, เด็กบางคนจะนั่งเรียนอยู่นิ่งๆเฉยๆไม่ได้, เด็กบางคนอาจจะเหม่อลอย สนใจสิ่งรอบข้าง หรือชอบพูดคุยกับเพื่อนระหว่างเรียน ฯลฯ ซึ่งการวิเคราะห์ได้จากลายเส้นนิ้วมือ สามารถวิเคราะห์ลักษณะเหล่านี้ได้ และยังสามารถวิเคราะห์ถึงวิธีการที่เหมาะสมที่จะใช้ในการเรียนรู้ของเด็ก และสาเหตุที่สำคัญที่สุดที่จะมีผลกระทบต่อการเรียนรู้ของเด็ก

ปัญหาการเรียนของเด็ก มีสาเหตุจากอะไร

1. จากตัวเด็กเอง

  • 1.1 ความเจ็บป่วยทางกาย

  • เด็กที่ป่วยบ่อย ๆ มาตั้งแต่เล็ก หรือมีโรงเรื้อรังประจำตัว เช่น โรคหอบหืด โรคไต โรคหัวใจ ทำให้ต้องขาดเรียนบ่อย ๆ เรียนไม่ทันเพื่อน

  • 1.2 ความสามารถทางสติปัญญาและการเรียนรู้

  • เด็กบางคนมีระดับสติปัญญาน้อยกว่าเพื่อน ไม่สามารถเรียนรู้บทเรียนได้เท่าเพื่อน ผู้ปกครองจะสังเกตเห็นได้ตั้งแต่ระยะแรกของการเจริญเติบโต โดยที่เด็กจะพัฒนาช้ากว่าเด็กอื่นในอายุเดียวกัน เช่น เดินช้า พูดช้า

  • 1.3 ความผิดปกติของสมาธิ

  • เด็กที่มีอาการซนอยู่ไม่สุข ความสนใจสั้น ขาดสมาธิในการเรียน เนื่องจากมีความผิดปกติของระบบสมอง

  • 1.4 สุขภาพจิตของเด็ก

  • เด็กที่มีลักษณะซึมเศร้า หงอยเหงา ตื่นเต้น ตกใจง่าย วิตกกังวล เป็นเด็กที่มาจากครอบครัวที่ไม่มีความสุข หรือเป็นเด็กที่ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ขาดความกระตือรือร้น ขาดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์

2. สาเหตุจากผู้ปกครอง

  • 2.1 ผู้ปกครองไม่เห็นความสำคัญของการศึกษาของเด็ก ไม่สนับสนุนให้เด็กไปโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ ปล่อยให้เด็กขาดเรียนอย่างไม่มีเหตุผลที่สมควร หรือผ็ปกครองที่ไม่สนใจดูแลติดตามการเรียนของเด็ก ไม่ดูแลให้เด็กทำการบ้าน ไม่จัดให้มีอุปกรณ์การเรียน เป็นต้น
  • 2.2 ครอบครัวที่มีความขัดแย้งกันเสมอ ๆ เกิดการทะเลาะวิวาทเป็นประจำ ทำให้บรรยากาศของครอบครัวไม่มีความสุข เป็นผลเสียต่อสุขภาพจิตของเด็ก

3. สาเหตุจากสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ

  • 3.1 โรงเรียนอยู่ไกลจากบ้านมากเกินไป เด็กต้องเหน็ดเหนื่อย และเสียเวลาในการเดินทาง ทำให้อ่อนเพลียเกินกว่าที่จะเรียนได้
  • 3.2 โรงเรียนมีสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม มีเสียงรบกวนมากเกินไป เพราะต้องอยู่ริมถนน หรือบริเวณตลาดที่มีกลิ่นรบกวน หรือห้องเรียนที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอ
  • 3.3 ครูที่สุขภาพจิตไม่ดี หงุดหงิด อารมณ์เสีย ทำโทษเด็กรุนแรงเกินไป ทำให้เด็กไม่อยากไปโรงเรียน
  • 3.4 เด็กอื่น ๆ ในโรงเรียนมีปัญหาสุขภาพจิตมาก เช่น ความประพฤติเกเร ก้าวร้าว ติดสารเสพติด

ข้อปฏิบัติของผู้ปกครอง

1. ยอมรับในระดับสติปัญญา และความสามารถของเด็กแต่ละคน พยายามให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมกับสภาพ ถ้าเด็กไม่สามารถเรียนในสายสามัญได้ ควรสนับสนุนให้เด็กเรียนในสายอาชีพแทน
2. ไม่แสดงความดูถูก หรือรังเกียจเด็กที่เรียนหนังสือไม่เก่ง ไม่เปรียบเทียบผลการเรียนของเด็กแต่ละคน แต่ควรแสดงความเห็นใจและให้กำลังใจ เด็กใช้ความสามารถเต็มที่
3. ควรส่งเสริมจริยธรรม (ความกตัญญู ความซื่อสัตย์ ความเอื้อเฟื้อ เป็นต้น) ให้กับเด็ก ควบคู่ไปกับความรู้ด้วย
4. เอาใจใส่ ติดตามผลการเรียนของเด็กอย่างสม่ำเสมอ (แต่ไม่เคี่ยวเข็ญจนเกินไป) ถ้าพบสิ่งผิดปกติ เช่น การเรียนตกต่ำลง หรือความประพฤติเปลี่ยนไป ควรรีบหาสาเหตุและแก้ไขตั้งแต่ในระยะเริ่มแรก
เเต่ปัญหาเหล่านี้สามารถเเก้ได้โดการนำสื่อการศึกษา เทคโนโลยี เข้ามาช่วยสามารถเเก้ปัญหาเด็กที่ไม่อยากมาเรียนเพราะเรียนไม่ทันเพื่อนโดยเด็กพวกนี้อาจสามารถเรียนออนไลน์ได้หรือทำการบ้านส่งอาจารย์ทางอินเตอร์เน็ตเเก้ปัญหาเด็กเรียนไม่ทันเพื่อน หรือพวกที่ไม่อยากมาเรียนเพราะไม่เหมือนคนอื่น เช่น สมาธิสั้นเพราะพวกนี้ไม่สามารถจดจ่ออะไรได้เป็นเวลานาน เเละถ้าหากสื่อการสอนหรือวิธีการสอนไม่มีความน่าสนใจยิ่งทำให้เด็กพวกนี้ไม่อยากมาเรียน เพราะฉะนั้นหากครูนำเทคโนโลยีทางการศึกษาเข้ามาช่วย เช่นโปรเเกรมช่วยสอนต่างๆ
เเละมีกิจกรรมให้เด็กมีส่วนรวมในชั้นเรียนโดยใช้สื่อที่ทันสมัยในการทำกิจกรรมก็อาจจะสามารถดึงดูดเด็กให้ตั้งใจเรียน เเละช่วยให้อยากมาเรียนหนังสือ
เเหล่งเรียนรู้เพิ่มเติม

http://www.youtube.com/watch?v=8UkBwiYYr9w

http://www.youtube.com/watch?v=n-C-M9sjDr4&feature=related
http://www.youtube.com/watch?v=pwL42DxgERM&feature=related

ที่มา
http://www.followhissteps.com/web_health/study.html
สืบค้นโดย นางสาววรรณทิพย์ ไทยมอญ 06530050


ปัญหาด้านการเรียนการสอน

bm04_(1).jpg

1.ผู้เรียนมักจะไม่เข้าใจในเนื้อหาที่มีความเป็นนามธรรมซึ่งยากต่อการเข้าใจเช่นในเรื่องหลักการ ทฤษฎีต่างๆ ที่จะต้องนำมาใช้ก่อนการปฏิบัติซึ่งผู้สอนไม่สามารถสอนด้วยการบรรยายเพียงอย่างเดียวเพื่อให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจได้

2.เนื้อหาในบางรายวิชาจำเป็นต้องใช้ความรู้เดิมจากการเรียนในรายวิชาที่ต้องศึกษามาก่อนซึ่งผู้เรียนมักจะลืม หรือจำได้เพียงบางส่วนเท่านั้น เช่นวิชาการเขียนเพื่อการประชาสัมพันธ์ผู้เรียนจะต้องเรียนวิชาหลักการประชาสัมพันธ์มาก่อนเพื่อเข้าใจหลักการต่างๆของการประชาสัมพันธ์แล้งจึงลงมือปฏิบัติเพื่อการสื่อสารด้านการประชาสัมพันธ์

3.การสอนในรายวิชาที่เป็นเนื้อหาใหม่ๆสำหรับผู้เรียน หรือเป็นเรื่องไกลตัวที่ผู้เรียนไม่เคยประสบมาก่อน เช่นสอนใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์กราฟิกใหม่ๆ เทคโนโลยีการสื่อสาร

เอดการ์ เดล (Edgar Dale) ได้จัดแบ่งสื่อการสอนเพื่อเป็นแนวทางในการอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างสื่อโสตทัศนูปกรณ์ต่างๆ ในขณะเดียวกันก็เป็นการแสดงขั้นตอนของประสบการณ์การเรียนรู้และการใช้สื่อแต่ละประเภทในกระบวนการเรียนรู้ด้วย โดยพัฒนาความคิดของ Bruner ซึ่งเป็นนักจิตวิทยา นำมาสร้างเป็น “กรวยประสบการณ์” (Cone of Experiencess) ดังภาพ

edgar-dale.jpg
จากการศึกษากรวยประสบการณ์ของเดลซึ่งจะเริ่มต้นด้วยการให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมอยู่ในเหตุการณ์หรือการกระทำจริงเพื่อให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ตรงเกิดขึ้นก่อนแล้วจึงเรียนรู้โดยการเฝ้าสังเกตในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นขั้นต่อไปของการได้รับประสบการณ์รองต่อจากนั้นจึงเป็นการเรียนรู้ด้วยการรับประสบการณ์โดยผ่านสื่อต่างๆและท้ายที่สุดเป็นการให้ผู้เรียนเรียนจากสัญลักษณ์ซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ดังนั้นปัญหาการเรียนในเนื้อหาที่เป็นนามธรรมผู้สอนจึงได้แปลงเนื้อหาที่มีความเป็นนามธรรมมานำเสนอเป็นรูปธรรมโดยการผลิตสื่อการเรียนการสอนเช่น การใช้ภาพจริง ภาพวาดประกอบการสอน การใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) การใช้เว็บช่วยสอน (WBI) การสาธิตการยกตัวอย่างเพื่อให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจมากที่สุดผู้สอนไม่ควรใช้การบรรยายเพียงอย่างเดียวเพราะผู้เรียนรับรู้และจดจำได้น้อยมาก
สำหรับส่วนของเนื้อหาที่ใหม่ผู้เรียนผู้สอนควรมีการกระตุ้นให้ผู้เรียนระลึกถึงเนื้อหาที่มีความสัมพันธ์กับเนื้อหาใหม่เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจเนื้อหาใหม่ได้ง่ายขึ้นนอกจากนี้ผู้สอนควรจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนลงปฏิบัติเพื่อให้จดจำเนื้อหาและเข้าใจเนื้อหามากขึ้นตามหลักจิตวิทยาการเรียนรู้ของธอร์นไดน์ ที่กล่าวถึงกฎของการฝึกปฏิบัติ (Lowof exercise)
สรุปเราจึงได้ผลิตและสื่อการเรียนการสอนที่หลากหลาย เพื่อใช้ในการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหา รวมทั้งจดจำสาระสำคัญ และนำไปใช้ในอนาคตได้สื่อการเรียนการสอนที่ใช้ เช่น powerpoint ประกอบการบรรยาย, การสาธิต, บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน, e-book , การติดต่อสื่อสารผ่านเครือข่าย www ซึ่งผู้เรียนจะกระตือรือร้นต่อการเรียนการสอน และจดจำเนื้อหาได้ง่ายขึ้นเกิดการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนผู้เรียนกับผู้เรียนมากขึ้น
system.jpg
1.ปัจจัยนำเข้า : ทำการศึกษาความต้องการจำเป็น (needs assessment) ในเรื่องของผู้เรียนทั้งระดับชั้น เนื้อหาที่เคยศึกษามาแล้วสภาพแวดล้อมทางการเรียนเช่น ห้องเรียน สื่อโสตทัศนูปกรณ์ ช่วงเวลาที่เรียนรวมทั้งวัตถุประสงค์การเรียนตามแผนการสอน2.กระบวนการ : จัดกระบวนการกิจกรรมการเรียนการสอนที่ตอบสนองตามวัตถุประสงค์รายวิชาและวัตถุประสงค์ของผู้เรียนซึ่งกิจกรรมจะเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับรายวิชา3.ผลผลิต :ทำการประเมินผลการเรียนการสอน โดยวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนซึ่งหากสอนด้านการปฏิบัติ ก็จะสอบปฏิบัติรวมทั้งสอบข้อเขียนในกรณีที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีที่เกี่ยวข้องและวัดความรู้ความเข้าใจ วัดผลตามวัตถุประสงค์การเรียน4.ข้อมูลป้อนกลับ :ในการเรียนการสอนรายคาบ จะทำการประเมินโดยใช้เทคนิคการสังเกตผู้เรียนการซักถามท้ายชั่วโมง เพื่อประเมินความเข้าใจของผู้เรียนรวมทั้งความพึงพอใจของผู้เรียนต่อรูปแบบกิจกรรมการเรียนการสอนทั้งนี้เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงในการสอนครั้งต่อไปเพียงแต่ยังไม่มีการประเมินเป็นลายลักษณ์อักษร


ตัวอย่างเว็บไซต์ที่ใช้ในการเรียนการสอน

webpreeya.jpg
แหล่งที่มา : http://preeyas11.multiply.com/journal/item/10/10
สืบค้นโดยนางสาวศุภิสรา กุมาทะ รหัส 06530128


ปัญหาในการจัดการเรียนการสอน
ครูต้องเข้าใจว่า เด็กแต่ละคนมีความรู้ความสามารถไม่เท่ากัน เพราะพื้นฐานครอบครัวของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ในการจัดการเรียนการสอน ต้องคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลด้วย
ครูมืออาชีพต้องใจเย็นในการจัดการเรียนการสอน แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กจะไม่ได้ความรู้ครบเนื้อหาตามหลักสูตรที่กำหนด ถ้าครูสามารถทำเนื้อหาที่ยากให้ง่ายต่อการเข้าใจของเด็กรับรองเลยว่า เด็กจะชอบมาโรงเรียน และสนใจการเรียนแน่นอน แต่ปัญหาก็ยังมี
-นักเรียนขาดทักษะกระบวนการ( ขาดการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ) ไม่สามารถบูรณาการเชื่อมโยงไปยังเนื้อหาสาระ อื่น ๆได้ ตัวจักรสำคัญที่จะให้นักเรียนเกิดทักษะดังกล่าว คือ ครูแน่นอน แต่ตัวครูใช่ว่าจะไม่มีปัญหา ทั้งปัญหาส่วนตัว และ ปัญหาของระบบโรงเรียน ครูอาจขาดทักษะเอง บางทีครู และ นักเรียนอาจเรียนรู้ ไปพร้อม ๆกัน อย่าลืมอย่างหนึ่งว่ายังมีอีกหลายมุมที่นักเรียนรู้ แต่..ครูไม่รู้ และเป็นอีกครั้งที่เราต้องเรียนรู้จากนักเรียนของเรา
- ปัญหาความไม่ต่อเนื่องของการเรียนการสอน
-ปัญหาครอบครัวของเด็กแต่ละคน ที่บางครอบครัวไม่ค่อยให้ความสำคัญของการศึกษา ผู้ปกครองไม่เคยกวดขันการทำการบ้านของบุตรหลาน ไม่เคยสนใจไต่ถามเกี่ยวกับการเรียน เด็กเลยขาดความรับผิดชอบงานที่ครูกำหนดให
- ปัญหามีมากมายหลายอย่าง..ครูแต่ละคนประสบพบเจออาจจะเหมือนกัน หรือ ไม่เหมือนกัน... ถ้าเราตั้งใจจะแก้ปัญหาเกี่ยวกับการเรียนการสอนจริง ๆ ... ต้องดูที่ต้นตอของปัญหา...และหาวิธีการ หรือ เทคนิคต่าง ๆมาแก้... จะทำให้ปัญหาที่มีอยู่เบาบาง ลดน้อยลง ... วิธีที่ครูเราทำมานานมาก..และนิยมกันมาก คือ การทำวิจัยปัญหาต่าง ๆ นานา และจริงหรือเปล่า ที่การวิจัยนั้นสามารถแก้ปัญหาได้จริง ๆ หรือ ตรงจุด แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
ที่มา http://www.gotoknow.org/blogs/posts/229370

สืบค้นโดย นางสาววิลาสิณี จันทร์หาจักษ์ 06530126
external image b69e51d451161fbea00abd11653f5a96_1205503738.gif



ปัญหาที่เลือก
khonkaenlink-com-10677.gif
เนื่องจากปัญหาการศึกษาของไทยมีมาก กลุ่ม goldenorangeblossom เลือก ปัญหาเกี่ยวกับการขาดแรงจูงใจที่ดีในการเรียน ผู้เรียนเข้ามาเรียนแบบไม่ตั้งใจ ไม่มีจุดหมายในการเรียน อันเป็นผลมาจากครูไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการสอน ไม่ใช้เทคโนโลยีช่วยสอนทำให้เด็กเบื่อหน่าย เรียนแบบจำเจ ไม่มีสิ่งกระตุ้นพัฒนาการ ดังนั้นการแก้ปัญหาการจัดการเรียนการสอนที่ด้อยประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งก็คือการปฏิรูปการเรียนการสอนที่ต้องใช้ ICT เข้าช่วย
รวบรวมมติกลุ่มโดย นางสาวตองเตย คลังเพ็ชร 06530248



หลักการแนวคิดการใช้ ICT มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน

1. รูปแบบการสอน โดยใน ICT
Model การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ไว้ ดังแผนภูมิศิรินุช เทียนรุ่งโรจน์ ได้กล่าวถึง
และ ได้ดัดแปลงมานำเสนอ ณ ที่นี้ ดังนี้

1gg.png
เนื่องจากเว็บไซต์ เป็นอภิมหาอาณาจักร สำหรับการเรียนรู้ทั้งปวง ที่จะเลือกเนื้อหาสาระทางปัญญา ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่แต่ละคนรัก ชอบที่จะคิด จะทำ มาใช้ในการคิดการทำให้ดีขึ้นการใช้ เว็บไซต์ให้เป็นประโยชน์ในชีวิตจริงจนกลายเป็นแบบอย่างในระดับโรงเรียน หรือชุมชน ก็จะมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของนักเรียน อย่างไร ก็ดี ก็อาจจะมีข้อจำกัดในเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษ แต่สำหรับบางคนจะไม่มีข้อจำกัดเลยสำหรับ หากมีพื้นฐานทางภาษาอังกฤษอยู่บ้าง และอยากคิดอยากทำในสิ่งที่ตนเองรัก ชอบ ให้ดีขึ้น2. ตัวอย่างเครื่องมือ ICT ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้เครื่องมือ ICT เพื่อจัดการเรียนการสอนมี 4 ประเภท ดังนี้
2.1 Hard ware และอุปกรณ์ต่อพ่วง
2.2 วิธีการใช้เว็บไซต์
2.3 โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอนf
2.4 โปรแกรมคอมพิวเตอร์การทำงานโดยทั่วไป

3.1 ประเภท Hard ware และอุปกรณ์ต่อพ่วง
ได้แก่ แก่ Computer, Printer, Scanner, Projector, TV, Interactive board,
กล้องดิจิตอล กล้องวีดิโอ โทรศัพท์เคลื่อนที่ ฯลฯ

3.2 ประเภทวิธีการใช้เว็บไซต์
1) Web Quest Web หรือเว็บไซต์ Quest การเดินทางสู่ความสำเร็จ (a journey toward success) หรือ กิจกรรมการเรียนรู้ที่ใช้อินเตอร์เน็ตในการสืบค้น เพื่อการแก้ปัญหา หรือ กิจกรรมที่ใช้การค้นหาเป็นตัวนำที่จะได้มาซึ่งข้อมูลที่นักเรียนต้องการจากอินเตอร์เน็ตเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่ใช้โดยนักการศึกษา ระหว่างการใช้กิจกรรมนี้ผู้เรียนจะอ่าน วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลจากการใช้เว็บไซต์
องค์ประกอบของWeb Quest1) ชื่อเรื่อง2) บทนำ หรือบทที่ว่าด้วยการให้ความรู้ความเข้าใจเป็นเบื้องต้นแก่นักเรียนบอกให้นักเรียนรู้ว่าเขาจะได้รับมอบให้ทำอะไร3) รายละเอียดของงานที่ต้องทำได้ จูงใจ น่าสนใจ รายละเอียดทีให้ความกระจ่างแจ้งว่านักเรียนรู้ว่าต้องทำอะไรบ้างจึงจะบรรลุเป้าหมายที่ต้องการให้ทำเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ4) แหล่งข้อมูล ที่จำเป็นต้องใช้เพื่อทำงานให้สมบูรณ์ ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นเอกสารที่หาได้ในอินเตอร์เน็ต หรือผู้เชี่ยวชาญที่จัดหาไว้ให้ ผ่านทางอีเมล์ หรือค้นหาได้จากอินเตอร์เน็ต หรือจากแหล่งอื่นๆ เช่น โรงเรียนเครือข่าย หนังสือ ซีดี ที่มีอยู่5) รายละเอียดของกระบวนการที่นักเรียนปฏิบัติเพื่อให้งานสำเร็จ ที่ขึ้นอยู่กับลักษณะงาน และความแตกต่างของนักเรียนที่ต้องอาศัยขั้นตอนของกระบวนการมากหรือน้อยแตกต่างกันไป6) เกณฑ์การประเมินที่นักเรียนสามารถใช้ในการพิจารณาตนเองได้ ในขณะที่อยู่ในกระบวนการของการทำงาน หรือ การเรียน7) การสรุป ที่นำมาสู่การปิดท้ายรายการการเดินทางมาถึงความสำเร็จ ซึ่งข้อสรุปนี้จะเตือนนักเรียนให้รู้ว่าได้เรียนรู้อะไรมาแล้ว และกระตุ้นเตือนให้ดั้นด้นค้นหาประสบการณ์อื่นๆ ต่อไป
2) WISEการค้นหาสภาวะทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้เว็บไซต์เป็นฐาน (The Web-based Inquiry Science Environment (WISE) ได้กำหนดแบแผน (platform)สำหรับการจัดทำโครงการค้นหาทางวิทยาศาตร์ สำหรับโรงเรียนมัธยมขาดกลาง และนักเรียนโรงเรียนมัธยมช่วงชั้นที่ 4ให้ใช้หลักฐานและแหล่งทรัพยากรจากเว็บไซต์ ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากมูลนิธิทางวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐอเมริกา WISE ได้รับการพัฒนาโดยมหาวิทยาลัยแคลิฟอเนีย เบร์กเลย์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996 โครงการนี้รวมไว้ซึ่ง การสนทนาออนไลน์ การเก็บข้อมูล การวาด การโต้แย้งอย่างสร้างสรรค์ การแบ่งปันทรัพยากรเพื่อการจัดการเรียนรู้ แผนภูมิมโนทัศน์ concept mapping และเครื่องมืออื่นๆ ที่อยู่ในเว็บไซต์ การเชื่อมต่อกับทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ อื่นๆ
3) Wikipediaสารานุกรมเสรีที่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตร่วมกันสร้าง ซึ่งมีทั้งภาคภาษาอังกฤษ และภาษาไทยที่สร้างกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 ครูสามารถใช้ Wikipedia ในการร่วมกับสร้างองค์ความรู้ใหม่ ร่วมกับนักเรียนในลักษณะของ โครงงานของห้องเรียน นักเรียนสามารถทำการวิจัยในหัวข้อที่กำหนด แล้วร่วมมือกันนำความคิดสร้างสรรค์ออกมา แล้วส่งองค์ความรู้นั้นเข้าไปในสารานุกรมเสรี
4) ePortfolioแฟ้มสะสมงานอีเล็คทรอนิคส์ เป็นหลักฐานแสดงความพยายามในการเรียนรู้ ของนักเรียน แสดงออกถึงการประเมินตนเอง และการแสดงออกถึงค่านิยมของความเป็นนักเรียน นักเรียนเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติ และด้วยการสร้างองค์ความรู้ ความหมาย ความเป็นเจ้าของ และค่านิยมจากการปฏิบัติการเพื่อการเรียน แฟ้มสะสมงาน เกิดจากงานที่ได้เลือกแล้วมาแสดงให้เห็นวาได้เรียนรู้อะไรมาแล้วบ้างในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ครูสามารถนำมาใช้ในการประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียน และประเมินผลงานของตนเองในรอบปี ซึ่งในผลงานของครูจะมีแผนการสอน และผลงานของนักเรียนตัวอย่างด้วย
พ่อแม่ผู้ปกครองจะรู้จักลูกดีขึ้นจาก ePortfolio ของเขา
5) Blog การบันทึกในเว็บไซต์การบันทึกผ่านเว็บไซต์ หรือ การเขียนในลักษณะต่างๆ ลงบนเว็บไซต์ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในสิ่งที่ทำกับบุคคลที่สนใจร่วมกัน เมื่อบันทึกแล้ว ผู้ที่สนใจสามารถมาสอบถาม เพิ่มเติมความคิดได้ เว็บไซต์ที่เป็นที่รู้จักกันในประเทศไทยในปัจจุบันได้แก่ www.gotoknow.org.th การนำแนวคิด blog มาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ ได้อีกทางหนึ่ง วิธีการ ICT ที่สามารถ นำมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนยังมีอีกมายมาย ที่รอรับการคิดนำมาใช้ เช่น email, chat, web board, Online Newspaper, Hi5, SMS, Video Clip
3.3 โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
โปรแกรมช่วยสอนมีมากมาย ที่เป็นที่รู้จักกันในหมู่โรงเรียนในฝัน เช่น Tell Me More, Crocodile ฯลฯ
3.4 โปรแกรมคอมพิวเตอร์การทำงาน บันเทิง และอื่น ๆ โดยทั่วไป
โปรแกรมประเภทนี้มีมากมาย ที่สามารถพิจารณานำมาใช้ในการเรียนการสอนได้เช่นกัน เช่น โปรแกรมโปรเดสค์ทอป โปรกแกรมตัดต่อวีดิโอ โปรแกรมออกลายผ้า ฯลฯ

แนวคิด แนวทางการใช้ ICT เพื่อการเรียนการสอนที่กล่าวมา เป็นแนวคิดพื้นฐาน ที่ได้ศึกษาค้นคว้า รวมกับประสบการณ์การใช้ ICT เพื่อการทำงานในหน้าที่ศึกษานิเทศก์ในระยะ 10 ปี ที่ผ่านมา ที่หวังว่าจะช่วยให้เป็นหลักการแนวคิดพื้นฐานที่จะช่วยให้เกิดการนำไปพิจารณาใช้ ในการพัฒนาสื่อการเรียนการสอน และสนับสนุนส่งเสริมการจัดการเรียนการสอน ที่ใช้ ICT สำหรับสืบค้น จัดกิจกรรมการเรียนรู้ สร้างองค์ความรู้ สร้างงาน นำเสนองาน ติดต่อสื่อสาร และ เผยแพร่ ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
ตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการศึกษาimages.jpg

สืบค้นโดย นางสาวพิมพ์ชนก ไชยวงศ์ 06530046

ที่มา http://www.gotoknow.org/blog/kruaodkhan/403472


kapook_39081.gif


แนวคิดการใช้สารสนเทศเพื่อพัฒนาการเรียนรู้

1. บทนำ
การศึกษาเริ่มเปลี่ยนแปลงไปอันเนื่องมาจากอิทธิพลของสภาพแวดล้อมของเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งอาศัยสื่อที่ทันสมัยโดยเฉพาะเทคโนโลยีทางด้านโทรคมนาคมและการสื่อสาร เครื่อง
คอมพิวเตอร์ส่วนตัวสามารถเชื่อมโยงข้อมูลและผู้คนหลายสิบล้านคนทั่วโลกเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดการไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารในเวลาอันสั้น การศึกษาหาข้อมูลและการเรียนรู้สิ่งต่างๆ เพียงแต่ปลายนิ้วสัมผัส โดยอาศัยเครือข่ายอินเตอร์เน็ต (Internet) เกิดเป็นชุมชนบนเครือข่ายขึ้น ผู้คนสามารถติดต่อสัมพันธ์กันผ่านจอ คอมพิวเตอร์มากยิ่งขึ้น ข้อมูลข่าวสารความรู้จึงกลายเป็นกุญแจสำคัญไปสู่อำนาจและความมั่นคงของประเทศและเป็นกุญแจที่จะไปสู่ข้อมูลข่าวสารความรู้ ก็คือ "การศึกษา"โลกยุคเทคโนโลยีสารสนเทศในอนาคตจะเป็นอย่างไรก็ยากจะจินตนาการได้ทั้งหมด แต่ก็พอจะคาดการณ์ได้ว่าในอนาคต จะมีงานใหม่ๆ เกิดขึ้นและเป็นงานที่ไม่เคยทำมาก่อน ดังนั้นการคิดระบบการศึกษาใหม่ ซึ่งเป็นการเตรียมนักศึกษาสำหรับงานในอนาคต เป็นภาระหน้าที่ของนักการศึกษา ร่วมถึงบริษัทห้างร้าน และสังคมต้องร่วมมือกันในการจัดการศึกษาการเรียนรู้ในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะห้องเรียนและครู การเรียนการสอนแบบดั้งเดิมจะ ลดน้อยลง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและผู้สอนเปลี่ยนไป เกิดเป็นกระบวนการเรียนรูปแบบใหม่ จึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่ทุกฝ่ายจะต้องช่วยกันพัฒนาองค์ความรู้ใหม่จากองค์ความรู้เดิมที่มีอยู่ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

2. แนวโน้มของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ในต้นศตวรรษที่ 19 เป็นช่วงที่มีการพัฒนาการสื่อสารทางไกลที่เรียกว่าโทรคมนาคม พร้อมกันนั้นก็มีเทคโนโลยีการสื่อสารทางด้านการกระจายเสียง คือ มีเรื่องของวิทยุและโทรทัศน์เกิดขึ้นช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่มนุษย์ได้มีเครื่องมือสื่อสารหลายรูปแบบ หลายลักษณะ แต่ว่าในด้านการศึกษาได้นำเอาเครื่องมือเหล่านี้มาใช้เพื่อการศึกษา มากน้อยเพียงใดขณะที่การใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ซึ่งเกิดขึ้น ในกลางศตวรรษที่ 15 ยังมีใช้กันอยู่มาก ประมาณได้ว่าประเทศไทยยังอยู่ในช่วงที่ 4 ขณะที่พัฒนาการด้านการสื่อสารได้ก้าวเข้าไปสู่ช่วงที่ 5 ก็คือช่วงที่ได้มีการเอาเทคโนโลยีโทรคมนาคมกับคอมพิวเตอร์เข้ามาผสมผสานกันกับโทรศัพท์ โทรศัพท์ก็สามารถที่จะสร้างเป็นเครือข่ายของข่าวสาร ที่สามารถจะมีภาพก็ได้ และสามารถที่จะใช้เป็นเครื่องมือสื่อสาร ที่ไม่ใช่เฉพาะระหว่างบุคคลต่อบุคคลแต่สามารถใช้สื่อสารระหว่างบุคคลกับมวลชนได้ จึงมีการนำเอาเทคโนโลยีที่มีอยู่ในสังคมหรือกำลังจะมีในสังคมมาใช้ประโยชน์ทางการศึกษาอย่างเหมาะสมกับพัฒนาการทางการศึกษาในช่วงนั้นๆ และถ้าศึกษาถึงแนวโน้มทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ อย่างน้อยเห็นแนวโน้มได้ 3 ลักษณะได้แก่ แนวโน้มที่ 1 เทคโนโลยีสารสนเทศนั้นจะเป็นการสื่อสารมวลชนมากขึ้นทั้งๆ ที่สื่อหรือการสื่อารบางอย่างเริ่มต้นในฐานะเป็นสื่อระหว่างบุคคลตัวอย่าง เช่น เรื่องโทรศัพท์ แต่ก่อนใช้เพื่อสื่อสาร
ระหว่างบุคคลที่ต้องการใช้โทรศัพท์โทรถึงกันแต่มาบัดนี้โทรศัพท์สามารถที่จะใช้เพื่อสื่อสารไปถึงคนจำนวนมากได้โดยใช้เทคโนโลยีอื่นๆ ประกอบแนวโน้มที่ 2 สภาพของสื่อที่ใช้เสียงในการสื่อสารขณะนี้เริ่มพัฒนาเป็นการสื่อสารด้วยภาพมากขึ้น และเป็นการผสมระหว่างภาพกับเสียงแม้ปัจจุบันที่มีวิทยุโทรทัศน์เป็นทั้งภาพและเสียง ส่วนโทรศัพท์แต่ก่อนเป็นแต่เรื่องเสียง ตอนนี้โทรศัพท์ก็จะเป็นทั้งเสียงและภาพ ซึ่งสื่อทั้งหลายรวมทั้งคอมพิวเตอร์ก็เริ่มมาใช้งานในลักษณะที่นำเสนอเป็นภาพและเสียงมากขึ้น จากแนวโน้มในข้อนี้เห็นได้ว่าสื่อใดที่มีทั้งภาพและเสียงสื่อนั้นจะมีประสิทธิภาพในการสื่อสารสูง แนวโน้มที่ 3 สื่อประเภทต่างๆ มีราคาถูกลงโดยมีคุณภาพและประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่เดิมคอมพิวเตอร์ วิทยุโทรทัศน์หรือแม้แต่โทรศัพท์มีราคาแพง ปัจจุบันยิ่งพัฒนาไปมากเท่าไร ราคาก็ยิ่งถูกลงทำให้มีการนำเอามาใช้มากยิ่งขึ้น

2.1 บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อการศึกษา
เทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทต่อการศึกษาอย่างมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์และการสื่อสารโทรคมนาคมมีบทบาทที่สำคัญต่อการพัฒนาการศึกษา ดังนี้

1. เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีส่วนช่วยเรื่องการเรียนรู้ ปัจจุบันมีเครื่องมือที่ช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ หลายด้าน มีระบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) ระบบสนับสนุนการรับรู้ข่าวสาร เช่น การค้นหาข้อมูลข่าวสารเพื่อการเรียนรู้ใน World Wide Web เป็นต้น

2. เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยสนับสนุนการจัดการศึกษา โดยเฉพาะการจัดการศึกษาสมัยใหม่จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลข่าวสารเพื่อการวางแผน การดำเนินการ การติดตามและประเมินผลซึ่งอาศัยคอมพิวเตอร์และระบบสื่อสารโทรคมนาคมเข้ามามีบทบาทที่สำคัญ

3. เทคโนโลยีสารสนเทศกับการสื่อสารระหว่างบุคคล ในเกือบทุกวงการทั้งทางด้านการศึกษาจำเป็นต้องอาศัยสื่อสัมพันธ์ระหว่างตัวบุคคล เช่น การสื่อสารระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน ผู้เรียนกับผู้เรียนโดยใช้องค์ประกอบที่สำคัญช่วยสนับสนุนให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เช่น การใช้โทรศัพท์ โทรสาร ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ คอนเฟอเรนซ์ เป็นต้น

3. สิ่งที่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการจัดการศึกษาในปัจจุบัน
ปัญหาการจัดการเรียนการสอนในอดีตที่ผ่านมา และมักกล่าวถึงอยู่จนทุกวันนี้ ก็คือ
• ครูไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการสอน
• ขาดครูเฉพาะวิชา
• ขาดสื่อ อุปกรณ์การสอน

1p.png

ในส่วนลึกของที่มาของการจัดการเรียนการสอนตามความคาดหวัง ก็คือการปฏิรูปการเรียนการสอนที่ต้องใช้ ICT เข้าช่วยโดยเฉพาะเข้าช่วย ในเรื่องปรับพฤติกรรมการสอน และ แก้ปัญหาการขาดสื่อการเรียนการสอน..สำหรับปัญหาการขาดครูเฉพาะวิชานั้น เป็นปัญหาระดับชาติ ที่ต้องรอรัฐบาลที่มองเห็นพิษภัยต่อการจัดการศึกษาอันเนื่องมาจากการขาดครูเฉพาะวิชา และใช้สติปัญญาในการจัดวางแผนเพื่อให้เกิดการจัดการเรียนการสอนที่คาดหวัง ที่จะหาช่องทางให้ครูเฉพาะวิชาที่มีอยู่แล้วเป็นครูของเขตพื้นที่ ของจังหวัด ของเขตตรวจราชการ และ ของประเทศที่มีความรู้ความสามารถในการใช้ ICT เพื่อการเรียนการสอนอย่างครูมืออาชีพ และฝ่ายบริหารจัดการยังสามารถสนับสนุนส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนที่ใช้ ICT ได้อย่างมืออาชีพอย่างไรก็ดี การที่ไม่รอใคร มุ่งที่จะพัฒนาอนาคตและ เริ่มต้นด้วยตนเองก่อน ก็จะสามารถต่อยอดการใช้ ICT ที่มีอยู่แล้ว ให้เกิดเป็นรูปธรรมและเป็นการจัดการเรียนการสอนที่คาดหวัง ได้ทันที

4. แนวคิดการเข้าถึงสารสนเทศ ( ICT)
George L. Ekol ได้เสนอการเข้าถึงการใช้ ICT เพื่อการเรียนการสอนไว้ 4 ระยะ (Approach)ได้แก่ สัมผัส (Emerging) ประยุกต์ใช้ (Applying) แพร่ขยาย (Infusing) เปลี่ยนร่างแปลงรูป
(Transforming)

1po.png

รูปที่ 1 การใช้ ICT เพื่อการเรียนการสอน

George L. Ekol (อ้างใน; glekol@utlonline.co.ug)

1. ระยะสัมผัส ได้แก่การเริ่มต้นการนำ ICT เข้าใช้ ด้วยการซื้อหา รับบริจาค ทั้งตัวคอมพิวเตอร์และซอล์ฟแวร์ ในขั้นนี้ ทั้งผู้บริหารและครูเริ่มต้นค้นหาความเป็นไปได้ในการใช้ ICT
ในการบริหาร และการใช้หลักสูตร

2. ระยะประยุกต์ โรงเรียนใดที่มีความประทับใจใน ICT ก็ถือว่าได้เริ่มต้นเข้าสู่วิธีนี้ ครูใช้ICT ในการทำงานประจำวัน ครูปรับหลักสูตร เพื่อเพิ่มการใช้ ICT ในการสอนการเรียนในแต่ละ
รายวิชา แต่ครูยังคงเป็นผู้มีอำนาจ (dominate) ในกระบวนการเรียน

3. ระยะแพร่ขยาย มีการนำคอมพิวเตอร์ไปใช้ในห้องทดลอง ห้องเรียน ครูค้นหาวิธีใหม่ที่จะใช้ ICT เพื่อการเปลี่ยนแปลงผลผลิตของตนให้มีคุณภาพ และแสดงออกถึงความเป็นมืออาชีพยิ่
ขึ้นหลักสูตรเริ่มบูรณาการ เพื่อให้เกิดการนำไปใช้ในโลกของความเป็นจริง

4. ระยะเปลี่ยนร่างแปลงรูป ในระยะนี้ ICT ถูกบูรณาการเข้าไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างมืออาชีพ ช่วยเพิ่มผลผลิตส่วนบุคคล หลักสูตรจึงเป็นหลักสูตรที่ใช้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง (Child
Centered) มีการบูรณาการเรียนการสอนที่นำไปสู่การประยุกต์ใช้จริงจากนั้นยังได้กล่าวถึงระดับความเข้มข้นของการใช้ประโยชน์จาก ICT ไว้ 4 ระดับ ซึ่งเขาปรับมาจาก แบบแผนการจัดระดับความเข้มข้นของการเรียนการสอนที่ใช้ ICT ของ UNESCO,2002 ไว้ ดังนี้

1p[.png
รูปที่ 2 ระดับความเข้มข้นของการใช้ประโยชน์จาก ICT
ระดับที่ 1 ค้นพบ เครื่องมือ ICT (Discovering ICT Tools)
ระดับนี้ ครูและนักเรียนค้นพบว่า ICT คือ อะไร นำมาใช้ประโยชน์อะไรได้บ้างระดับนี้ถือว่าเป็นระดับอ่านออกเขียนได้ ใช้ทักษะ ICT พื้นฐานเป็น ระดับนี้สอดรับกับ ระยะสัมผัส ของการ
เข้าถึง ICT

ระดับที่ 2 เรียนรู้วิธีการใช้ ICT (Learning how to use ICT Tools ระดับนี้เป็นระดับที่ครูและนักเรียนเริ่มใช้ประโยชน์จาก ICT อย่างหลากหลาย และเชื่อมโยงกับการเข้าถึง ICT ในระยะการประยุกต์ใช้

ระดับที่ 3 เข้าใจว่าจะใช้ ICT อย่างไร เมื่อไร ที่จะช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการ(Understanding How and When to use ICT Tools to achieve particular purpose)
ระดับนี้ บ่งบอกถึงความสามารถจำแนกแยกแยะได้ว่า ICT จะช่วยอะไรได้บ้างสามารถเลือก
ใช้ เครื่องมือ ICT ได้เหมาะสมกับงานที่จะทำ หรือปัญหาที่ต้องการแก้ไข

ระดับที่ 4 เป็นผู้เชี่ยวชาญในการใช้ ICT (Specializing in the use of ICT tools) ระดับนี้ เป็นระดับของความเชี่ยวชาญใน ICT ในระดับนี้ นักเรียนจะเรียน วิชา ICT ซึ่งช่วย
ให้เกิดความเชี่ยวชาญ หลังจากเรียนจบแล้ว นักเรียนจะกลายเป็นมืออาชีพ ที่ห่างไกลจากความรู้การใช้ประโยชน์จาก ICT โดยทั่วไป

5. หลักการแนวคิดกระบวนการจัดการเรียนการสอน
จากการศึกษาเอกสารทางวิชาการในระยะสั้นๆ 2 – 3 วันที่ผ่านมา เพื่อนำมาเป็นแนวคิดในการเขียนบทความนี้ได้มีข้อคำถามมากมายขึ้นอยู่ในความคิดซึ่งทำให้ได้ทำการพิจารณาในการจัดการเรียนการสอนซึ่ง มีหลักการแนวคิดในการจัดการเรียนการสอน อยู่ 4 ประการ คือ การสร้างสภาพแวดล้อมที่ใช้เว็บไซต์เป็นฐานการจัดการเรียนรู้ การเรียนรู้โดยใช้งานเป็นฐาน และ การเรียนรู้โดยไม่มีการสอน และ การบูรนาการเทคโนโลยีเพื่อการสอน

5.1 กระบวนทัศน์เก่า-ใหม่
การใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ สามารถช่วยเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ ในการจัดการศึกษาในปัจจุบันได้ด้วยกระบวนทัศน์ตามที่ ศิรินุช เทียนรุ่งโรจน์. (อ้างอิงในวารสารการพัฒนานวัตกรรมการบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้วิทยาศาสตร์)

1[[[.png
รูปที่ 3 การจัดการศึกษาในปัจจุบัน
5.2 การสร้างสภาพแวดล้อมที่ใช้ ICTป็นฐานการจัดการเรียนรู้ (Web Based Environment)วารสารนาๆ ชาติ CEEOL (Informatics Education – an International Journal, Issue Vol
5/2006 อ้างใน http://ceeol.com) รายงานว่า รูปแบบ การสอนของครู และการเรียนรู้ของนักเรียน ที่ไม่สอดคล้องต้องกันมีผลให้นักเรียนเครียดไปจนถึงล้มเหลวในการเรียนรู้ของนักเรียน ความสมดุล ระหว่างรูปแบบการสอนของครูและการเรียนของนักเรียนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อมีการเน้นกระบวนการเรียนรู้เป็นรายบุคล การเรียนโดยใช้ICTเป็นฐาน จึงเป็นโอกาสที่ดี ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนมีทางเลือกในการเรียนรู้ได้หลายทาง จากการศึกษาพบว่า นักเรียนมีหลายประเภท แต่ละประเภท เรียนรู้ และรับประการณ์ต่างๆ ต่างกัน แต่ผลการเรียนรู้ไม่ต่างกัน เพื่อตอบสนองการเรียนรู้ที่ต่างกัน จึงมีการพัฒนาระบบสารสนเทศสำหรับการเรียนรู้ของนักเรียน

5.3 การเรียนรู้ โดยไม่มีการสอน
ในชีวิตจริงมีการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากการอยากเรียนอยากรู้ด้วยตนเองในสิ่งที่ตนเองอยากรู้อยากเรียนมากมายจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ทั้งจากหนังสือเอกสาร ตำรา บุคคล สถานที่ หากรู้ความต้องการที่แท้จริงของนักเรียนทั้งความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาสาระตามหลักสูตรโดยตรง หรือมีส่วนเกี่ยวข้อง แล้วจัดหนังสือ ตำรา หรือแหล่งเรียนรู้ ทั้งที่เป็นสถานที่ บุคคล ตลอดจนระบบอินเตอร์เน็ตไว้พร้อมบริการได้เสมอ ก็จะช่วยให้ นักเรียนเรียนรู้ได้โดยไม่ต้อง หรือ สอนแบบพบปะ กันในห้องเรียนน้อยลง

5.4 หลักการสำคัญของแนวคิดนี้ คือ
1) ครูเป็นผู้นำส่งข้อมูลใหม่ๆ กระตุ้นให้นักเรียนทำงาน เรียนรู้จากแหล่ง เรียนรู้ ที่กำหนดไว้
2) การให้ความรู้ที่นักเรียนต้องการจะช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนเรียนรู้ให้เกิดการคิดได้ ดีกว่าการให้ความรู้ในสิ่งที่ครูต้องการ
3) นักเรียนเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ฟัง เป็นผู้ลงมือปฏิบัติเพื่อให้เกิด การเรียนรู้ด้วยตนเอง
4) การใช้เวลาในการทำงาน หรืออ่าน ในสิ่งที่สนใจ จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ดีกว่าการฟังครูพูด
5) การใช้งานเป็นฐานการเรียนรู้ (Task Based Learning)เรียนรู้โดยใช้งานเป็นฐาน คือ การนำงานมาเป็นศูนย์กลาง หรือเป็นหลักในการจัดกิจกรรมการเรียน
รู้ แนวคิดนี้ได้รับการพัฒนาโดย N Prabhu จากประเทศอินเดีย ที่เกิดขึ้นจากแนวความคิดที่ว่านักเรียนจะเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพหากจิตใจแน่วแน่อยู่ที่งานที่ทำ มากกว่าที่จะแน่วแน่อยู่ที่ภาษาที่ใช้แบบแผนการใช้งานเป็นฐานนี้ Jane Willis ได้ให้หลักการ PPP ซึ่งหมายถึง presentation, practice,production ที่นักเรียนจะเริ่มต้นด้วยการทำงาน เมื่อทำเสร็จแล้ว ครูจะชักนำสู่การแก้ไข ปรับแต่งในสิ่งที่นักเรียนแสดงออกมา Jane Willis ได้เสนอกรอบแนวคิดเชิงกระบวนการไว้ 3 ประการ ได้แก่

• นำเข้าสู่บทเรียนโดยหัวข้อเนื้อหาสาระ และงานที่จะมอบหมายให้ทำ
• วางแผน ทำงาน และรายงานผล
• เน้นย้ำที่การใช้ภาษา วิเคราะห์ และฝึกปฏิบัติ (Analysis and practice)

6. รูปแบบการสอน โดยใน ICT
เนื่องจากเว็บไซต์ เป็นอภิมหาอาณาจักร สำหรับการเรียนรู้ทั้งปวง ที่จะเลือกเนื้อหาสารทางปัญญา ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่แต่ละคนรัก ชอบที่จะคิด จะทำ มาใช้ในการคิดการทำให้ดีขึ้นการใช้
เว็บไซต์ให้เป็นประโยชน์ในชีวิตจริงจนกลายเป็นแบบอย่างในระดับโรงเรียน หรือชุมชน ก็จะมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของนักเรียน อย่างไร ก็ดี ก็อาจจะมีข้อจำกัดในเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษแต่สำหรับบางคนจะไม่มีข้อจำกัดเลยสำหรับ หากมีพื้นฐานทางภาษาอังกฤษอยู่บ้าง และอยากคิดอยากทำในสิ่งที่ตนเองรัก ชอบ ให้ดีขึ้น

6.1 รูปแบบที่ใช้ในการค้นคว้า ของICT
เป็นการกำหนดแหล่งความรู้ภายนอกที่เกี่ยวข้องกับบทเรียนโดยกำหนดด้วยสิ่งนำทางการค้นคว้า เช่น แหล่งความรู้ภายนอกที่กำหนดอย่างเป็นลำดับ กล่าวคือมีการศึกษาก่อนหลัง มีความยากง่ายเป็นลำดับมีการจัดเรียน หัวข้อตามลำดับ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนไม่หลงทาง และเรียนรู้ไปตามลำดับขั้นตอน

• เวิล์ดไวด์เว็บ (World Wide Web)ใช้สำหรับเป็นแหล่งความรู้ฐาน และเป็นแหล่งความรู้ภายนอกเพื่อการสืบค้น

• อีเมล์ (E-mail)ใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างอาจารย์หรือเพื่อนร่วมชั้นเรียนด้วยกันใช้ส่วนการบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมาย

• กระดานข่าว(web board)ใช้ติดต่อสื่อสารระหว่าง ผู้เรียน อาจารย์ และผู้เรียนเป็นกลุ่ม ใช้กำหนดประเด็นหรือกระทู้ตามที่อาจารย์กำหนด หรือตามแต่นักเรียนกำหนด เพื่อช่วยกันอภิปรายตอบคำถามในประเด็นที่เป็นกระทู้นั้น ๆ

• แชท(Chat) ใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างผู้เรียน อาจารย์และผู้เรียน โดยการสนทนาแบบเวลาจริง (Real time)โดยมีทั้งสนทนาด้วยตัวอักษรและสนทนาทางเสียง (Voice Chat) ลักษณะใช้คือใช้สนทนาระหว่างผู้เรียนและอาจารย์ ใน ห้องเรียนหรือชั่วโมงเรียนเสมือนว่ากำลังเรียนอยู่ในห้องเรียนจริงๆ

• ไอซีคิว(ICQ)
ใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างผู้เรียน อาจารย์และผู้เรียนโดยการสนทนาแบบเวลาจริง หรือหลังจากนั้นแล้วโดยเก็บข้อความ ไว้ การสนทนาระหว่างผู้เรียนและอาจารย์ในห้องเรียนเสมือน ว่ากำลังคุยกันในห้องเรียนจริงๆ และ บางครั้งผู้เรียนก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ในเวลานั้นๆ ไอซีคิวจะเก็บข้อความไว้ให้และยังทราบด้วยว่าในขณะนั้นผู้เรียนอยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์หรือไม่

• คอนเฟอเรนซ์(Conference) ใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างผู้เรียน อาจารย์ และผู้เรียนแบบ เวลาจริง โดยที่ผู้เรียนและอาจารย์สามารถเห็น
หน้ากันได้โดยผ่านทางกล้องโทรทัศน์ที่ติดอยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งสองฝ่ายใช้บรรยายให้ผู้เรียนกับ
ที่อยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์เสมือนว่ากำลังเรียนอยู่ในห้องเรียนจริงๆ

• การบ้านอิเล็กทรอนิกส์
ใช้สำหรับติดต่อสื่อสารระหว่างผู้เรียน อาจารย์เป็นเสมือนสมุดประจำตัวนักเรียน โดยที่นักเรียนไม่ต้องถือสมุดการบ้านจริงๆ และใช้ส่งงานตามที่อาจารย์กำหนด เช่น ให้เรียนรายงานโดยที่อาจารย์สามารถเปิดดูการบ้านอิเล็กทรอนิกส์ของนักเรียนและเขียนบันทึกเพื่อตรวจงาน และให้คะแนนได้แต่นักเรียนจะเปิดดูไม่ได้

7. สรุป
การเรียนรู้ในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะห้องเรียนและครู การเรียนการสอนแบบดั้งเดิมจะ ลดน้อยลง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและผู้สอนเปลี่ยนไป เกิดเป็นกระบวนการเรียนรู้แบบใหม่ จึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่ทุกฝ่ายจะต้องช่วยกันพัฒนาองค์ความรู้ใหม่จากองค์ความรู้เดิมที่มีอยู่ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ณ วันนี้ คงพูดได้ว่า การที่จะนำระบบ ICT มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนนั้น ไม่ไกลดังที่เราได้คาดหวังแต่สามารถใช้ให้เกิดเป็นรูปธรรมได้ โดยได้รับความร่วมมือในหลายๆด้าน เพื่อให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบการศึกษาในยุคปัจจุบัน ที่กำลังก้าวเข้าสู่อนาคต หรือที่เราเรียกกันว่ายุค สารสนเทศและการสื่อสาร (ICT)

ตัวอย่างการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม วิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษากระทรวงศึกษาธิการ

สืบค้นโดย นางสาวพิมพ์ชนก ไชยวงศ์ 06530046

ที่มา http://srithai.hypermart.net/environment.html
kapook_39156.gif





งานครั้งที่ 1
เรื่อง การแก้ปัญหาด้านการเรียนการสอน

223207.jpg

ปัญหาด้านการเรียนการสอน
ปัญหาการเรียนการสอนเป็นความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับสิ่งที่ครู คาดหวัง ซึ่งอาจมีลักษณะปัญหาเชิงขัดข้องคือ ในปัจจุบันสิ่งที่เกิดขึ้นจริงต่ำกว่าสิ่งที่คาดหวัง หรือมีลักษณะปัญหาเชิงป้องกันคือ มีแนวโน้มที่ชี้ให้เห็นว่าในอนาคตสิ่งที่เกิดขึ้นจริงจะต่ำกว่าสิ่งที่คาดหวัง และมีลักษณะประเภทเชิงพัฒนาคือ ในอนาคตจะมีการยกระดับสิ่งที่คาดหวังให้สูงขึ้น ดังนั้นจึงต้องดำเนินการให้สิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงยกระดับสูงตามขึ้นไป
การแก้ปัญหาการเรียนการสอนมีความจำเป็นต้องวิเคราะห์ให้ชัดเจนก่อนว่าสิ่งใดคือปัญหา และสิ่งใดคือสาเหตุของปัญหา ซึ่งหากวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงระบบแล้ว ปัจจัยและกระบวนการจัดเป็นสาเหตุ ส่วนผลผลิตและผลกระทบจัดเป็นปัญหา
หากครูยังมองไม่เป็นปัญหาหรือไม่แน่ใจ อาจใช้วิธีการเหล่านี้เพื่อชี้บ่งให้เห็นถึงปัญหาการเรียนการสอนที่ควรต้องทำวิจัยในชั้นเรียนได้แก่ การใช้ข้อมูลชัดแจ้งจากผลการเรียน การใช้ข้อมูลชัดแจ้งจากภาวะทางสังคม การประเมินความรู้สึกของผู้ที่เกี่ยวข้อง การระดมสมองโดยกระบวนการกลุ่ม และการใช้การสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนอย่างมีระบบ และหากพบปัญหาการเรียนการสอนหลายปัญหาพร้อมกันก็จำเป็นต้องแก้ไขทุกปัญหาที่อยู่ในวิสัยที่ครูจะดำเนินการได้ แต่อาจจัดลำดับความสำคัญว่าปัญหาใดควรได้รับการแก้ไขก่อน หลัง โดยพิจารณาจากความรุนแรงของปัญหาเป็นเกณฑ์ในการจัดลำดับ
การสร้างนวัตกรรมหรือวิธีการเพื่อมาแก้ปัญหานั้น จะต้องวิเคราะห์สาเหตุที่ แท้จริงของปัญหาให้พบเสียก่อน เพราะตัวนวัตกรรมหรือวิธีการที่จัดทำขึ้นนั้นต้องเน้นที่จะแก้ไขที่ตัว ปัญหาด้านการเรียนการสอน

การแก้ปัญหาการเรียนการสอนควรทำอย่างไร ?
การเรียนการสอนเป็นกระบวนการเพื่อหวังผลเชิงคุณภาพ ให้ได้ผู้เรียนที่มีคุณภาพ การพัฒนาการเรียนการสอนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้สอนต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองการปฏิรูปการศึกษาที่มุ่งพัฒนาผู้เรียน บุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการจัดการเรียนการสอนที่จะส่งผลต่อการพัฒนาผู้เรียน คือ ครู อาจารย์ การแก้ปัญหาการเรียนการสอน มีรูปแบบการสอน ดังนี้
images_(1).jpg


MOBILE TEACHER เป็นรูปแบบการบริหารจัดการ การแก้ปัญหาการจัดการศึกษาของโรงเรียนร่วมกัน เป็นกระบวนการที่ต้องใช้ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน ครู นักเรียน และผู้ปกครองนักเรียน เป็นวิธีการแก้ปัญหาการจัดการเรียนการสอนของครู ที่เป็นปัญหาสอนกลุ่มสาระวิชาบางกลุ่มสาระวิชา ที่ตนเองเองไม่มีความถนัดในการสอน MOBILETEACHER มีกระบวนการพัฒนา ดังนี้
1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการ
นำปัญหาด้านการจัดการเรียนการสอนของครู และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนมาวิเคราะห์ หาจุดเด่น และจุดด้อย ควรมีการจัดหาครูที่มีความสามารถและถนัดสอน แต่ละวิชา มาสอนนักเรียน นำปัญหามาวิเคราะห์ หาจุดเด่น จุดด้อย จากนั้นนำจุดเด่นมาเสริมและแก้ไขจุดด้อย
2) ออกแบบนวัตกรรม
  • กำหนดปัญหาที่จะแก้ คือจัดหาครูสอนแทนในกลุ่มสาระที่เป็นปัญหา
  • คิดหาวิหาวิธีแก้ปัญหา โดยใช้ทรัพยากรบุคคลที่แต่ละโรงเรียนมีอยู่ร่วมกัน สร้างความตระหนัก ให้กับบุคลการที่เกี่ยวข้องให้เห็นปัญหาที่จะร่วมกันแก้ไข
  • ศึกษารวบรวมความรู้ แนวคิด การแก้ปัญหา
3) สร้างหรือพัฒนานวัตกรรม
1. การจัดเตรียมทรัพยากร วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือที่จำเป็น และจัดหางบประมาณพัฒนานวัตกรรม จัดตารางสอน กำหนดเวลาสอนที่เหมาะสมสำหรับครู ที่จะไปสอน
2.วางแผนการสอน กำหนดแผนที่จำดำเนินการสอน
3. เตรียมแผนการ นิเทศติดตาม กำกับ คอยดูแลแก้ไขปัญหาระหว่างดำเนินการตาม พร้อมทั้งให้บริการอำนวยความสะดวกทุกอย่าง สนับสนุนวัสดุ และสื่ออุปกรณ์ที่จำเป็น
4. ตรวจสอบ เพื่อหาข้อบกพร่องและปรับปรุง แก้ไขอุปสรรค ตัวแปรที่อาจมีผลกระทบต่อการดำเนินนวัตกรรม โดยคอยดูแลให้ไปตามแผน นโยบายและโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ
5. ประเมินผล
4) ทดลองใช้ ( ดำเนินการสอน )
1. ดำเนินการใช้นวัตกรรม ( ดำเนินการสอน ) ตามเวลา และตารางสอน
2. ติดตามการดำเนินการสอน
3. ประเมินผล เมื่อสิ้นภาคเรียน และสิ้นปีการศึกษา
5) สรุป รายงาน และเผยแพร่
1. สรุป รายงานผลการใช้นวัตกรรม / พัฒนาต่อยอด
2. เผยแพร่นวัตกรรม
นอกจากนี้ การแก้ปัญหาการเรียนการสอนผู้สอนยังสามารถนำรูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มาช่วยในการแก้ปัญหาการเรียนการสอน ได้ดังนี้
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ หมายถึง การจัดกิจกรรมโดยวิธีต่างๆ อย่างหลากหลายที่มุ่งให้ผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้อย่างแท้จริงเกิดการพัฒนาตนและสั่งสมคุณลักษณะที่จำเป็นสำหรับการเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมของประเทศชาติต่อไป การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่มุ่งพัฒนาผู้เรียน จึงต้องใช้เทคนิควิธีการเรียนรู้รูปแบบการสอนหรือกระบวนการเรียนการสอนใน หลากหลายวิธีซึ่งจำแนกได้ดังนี้
1. การจัดการเรียนการสอนทางอ้อม ได้แก่ การเรียนรู้แบบสืบค้น แบบค้นพบ แบบแก้ปัญหา แบบ สร้างแผนผังความคิดแบบใช้กรณีศึกษา แบบตั้งคำถามแบบใช้การตัดสินใจ
images_5).jpg


2. เทคนิคการศึกษาเป็นรายบุคคล ได้แก่ วิธีการเรียนแบบศูนย์การเรียน แบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง แบบชุดกิจกรรมการเรียนรู้ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน
images_1).jpg


3. เทคนิคการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ประกอบการเรียน เช่น การใช้สิ่งพิมพ์ ตำราเรียน และแบบฝึกหัดการใช้แหล่งทรัพยากรในชุมชน ศูนย์การเรียนชุดการสอน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน บทเรียนสำเร็จรูป
images_(3).jpg


4. เทคนิคการจัดการเรียนการสอนแบบเน้นปฏิสัมพันธ์ ประกอบด้วย การโต้วาทีกลุ่มBuzz การ อภิปราย การระดมพลังสมอง กลุ่มแกปัญหา กลุ่มติวการประชุมต่าง ๆ การแสดงบทบาทสมมติ กลุ่มสืบค้นคู่คิดการฝึกปฏิบัติ เป็นต้น
images_(4).jpg


5. เทคนิคการจัดการเรียนการสอนแบบเน้นประสบการณ์ เช่น การจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เกม กรณีตัวอย่างสถานการณ์จำลองละคร เกม กรณีตัวอย่างสถานการณ์จำลอง ละคร บทบาท สมมติ
images_(7).jpg


6. เทคนิคการเรียนแบบร่วมมือ ได้แก่ ปริศนาความคิดร่วมมือแข่งขันหรือกลุ่มสืบค้น กลุ่มเรียนรู้ ร่วมกัน ร่วมกันคิด กลุ่มร่วมมือ
images_(6).jpg


7. เทคนิคการเรียนการสอนแบบบูรณาการ ได้แก่ การเรียนการสอนแบบใช้เว้นเล่าเรื่อง (Story line) และการเรียนการสอนแบบ แก้ปัญหา (Problem-Solving)

แหล่งที่มา : http://jange1979.multiply.com/journal/item/5
สืบค้นโดย นางสาวศุภิสรา กุมาทะ รหัส 06530128








บันทึกกิจกรรมที่ 1
ประเด็น/หัวข้อหลัก คือ ปัญหาด้านการเรียนการสอน
.ที่...
......ประเด็นหรือหัวข้อย่อย.........
..............แหล่งที่มา ......................
.วิธีการที่ได้ข้อมูลมา....
.ผู้ที่รับผิดชอบ.............
..1
หลักการแนวคิดการใช้ ICT มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน
แนวคิดการใช้สารสนเทศเพื่อพัฒนาการเรียนรู้
http://www.gotoknow.org/blog/kruaodkhan/403472
http://srithai.hypermart.net/environment.html
สรุป
คัดลอก
พิมพ์ชนก 046
พิมพ์ชนก 046
2
ปัญหาการเรียนของเด็ก
รับมือเด็กช่างคุยในห้องเรียน
http://www.followhissteps.com/web_health/study.html
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=fino4710&date=20-07-2009&group=57&gblog=4
คัดลอก
คัดลอก
วรรณทิพย์ 050
วรรณทิพย์ 050
3
ปัญหาการเรียนการสอน
10 อาการที่ทำให้ต้องผ่าตัดการศึกษาไทย
http://research.npru.ac.th/development/research_npru/images/stories/3.3.doc
http://www.charuaypontorranin.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538672107&Ntype=6
สรุป
สรุป
วิจิตรแข 124
วิจิตรแข 124
4
ปัญหาในการจัดการเรียนการสอน
สรุปหัวข้อที่เลือกพิจารณา
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/229370
คัดลอก
วิเคราะห์
วิลาสีณี 126
วิลาสีณี 126
5
ปัญหาด้านการเรียนการสอนการแก้ปัญหาด้านการเรียนการสอน
http://preeyas11.multiply.com/journal/item/10/10
http://jange1979.multiply.com/journal/item/5
คัดลอก
คัดลอก
ศุภิสรา 128
ศุภิสรา128
6
ปัญหาด้านการศึกษาของเด็กไทย
ปัญหาในโรงเรียน
http://news.sanook.com/scoop/scoop_215218.php
http://my.dek-d.com/k-popclub/blog/
คัดลอก
คัดลอก
ตองเตย 248
ตองเตย 248
จัดทำโดย นางสาวพิมพ์ชนก ไชยวงศ์ 06530046



จากการทำกิจกรรมครั้งที่ 1 ข้าพเจ้า น.ส. ตองเตย คลังเพ็ชร์ (ผู้รวบรวมมติกลุ่ม) ขอรวบรวมมติ ดังนี้
ปัญหาในการจัดการเรียนการสอนส่วนมากเกิดจากนักเรียนขาดแรงจูงใจที่ดีในการเรียน นักเรียนไม่มีจุดมุ่งหมายในการเรียน อันเป็นผลมาจากครูไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการสอน ไม่ใช้เทคโนโลยีช่วยสอนทำให้เด็กเบื่อหน่าย เรียนแบบจำเจ ไม่มีสิ่งกระตุ้นพัฒนาการ ดังนั้นการนำเทคโนโลยีทางการสอนมาช่วยในการจัดการเรียนการสอนจะทำให้การเรียนมีความหมายมากยิ่งขึ้น ส่งเสริมพัฒนาการของนักเรียนได้เป็นอย่างดี ส่งเสริมให้นักเรียนได้พัฒนาศักยภาพของตนเองในการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และนอกจากนี้ยังส่งผลดีต่อครูผู้สอน คือ สามารถทำการสอนได้อย่างรัดกุม สามารถสอนได้ครั้งละจำนวนมากๆ สอนได้อย่างคงที่ คือ สืื่อนั้นไม่ว่าจะนำมาใช้กับนักเรียนกลุ่มไหนก็ให้ความรู้ได้ครบถ้วนเหมือนเดิม ครูสามารถจัดการศึกษาได้เป็นอย่างดีโดยสามารถตรวจงานได้ทุกที่ ทุกเวลา สะดวก และประหยัดค่าใช้จ่ายเป็นอย่างมาก