SNSD_3dookdik.gifารเลือกสื่อการสอน และการออกแบบการเรียนการสอนSNSD_6dookdik.gif





education.jpg

1. จากปัญหาด้านการเรียนการสอน เรื่อง การขาดแรงจูงใจที่ดีในการเรียน ผู้เรียนเข้ามาเรียนแบบไม่ตั้งใจ ไม่มีจุดหมายในการเรียน อันเป็นผลมาจากครูไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการสอน ไม่ใช้เทคโนโลยีช่วยสอนทำให้เด็กเบื่อหน่าย เรียนแบบจำเจ ไม่มีสิ่งกระตุ้นพัฒนาการ ดังนั้นการแก้ปัญหาการจัดการเรียนการสอนที่ด้อยประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งก็คือการปฏิรูปการเรียนการสอนที่ต้องใช้ ICT เข้าช่วย เนื่องจากมีข้อจำกัดในเรื่องของงบประมาณในการผลิตสื่อการสอนที่เป็นสื่อดิจิทัล ดังนั้น สื่อการสอนที่กลุ่มจะเลือกผลิต คือ ภาพ pop up อาชีพที่พบได้บ่อยในสังคม 10 อาชีพ เป็นสื่อประเภทวัสดุ ซึ่งสื่อการสอนดังกล่าวมีประโยชน์และช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ โดยสรุปเป็นแผนผังความคิดได้ดังนี้


Pop+-up+10+most+common+occupations+in+the+society.jpeg



stick-panda-emoticons-7.gif2. แบบจำลองระบบการออกแบบการสอนstick-panda-emoticons-9.gif
....ระบบการสอนของกลุ่มชื่อPop up cartoon 10 most common occupations in the society

1l;pl;kgaki.jpg

แนวคิดนี้มีพัฒนาการมาจากการออกแบบระบบการเรียนการสอนแบบ ASSURE
รูปแบบการสอนโดยใช้รูปแบบจำลอง ASSURE
การใช้รูปแบบการสอน แบบ ASSURE เป็นวิธีระบบรูปแบบหนึ่งที่นำมาจากแนวคิดของไชน์พิชและคณะ (1993) โดยมีระบบการดำเนินงานตามลำดับขั้นดังนี้

A = ANALYZE LEARNER'S CHARACTERISTICS การวิเคราะห์ผู้เรียน ที่สำคัญได้แก่ การวิเคราะห์พฤติกรรมเบื้องต้นและความต้องการของผู้เรียน ทั้งในด้าน
1. ข้อมูลทั่วไป เช่น อายุ เพศ ระดับการศึกษา เจตคติ ระบบสังคม วัฒนธรรม
2. ข้อมูลเฉพาะ ซึ่งเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเรียนการสอน เช่น ประสบการณ์เดิม ทักษะ เจตคติความรู้พื้นฐาน และความสามารถในบทเรียนนั้นเพียงใด การวิเคราะห์จะช่วยให้ผู้สอน สามารถตัดสินใจเลือกสื่อและจุดมุ่งหมายการเรียนการสอนได้อย่างเหมาะสม

S = STATE LEARNING OBJECTIVES AND CONTENTการกำหนดจุดมุ่งหมาย จุดมุ่งหมายการเรียนที่ดี ควรเป็นข้อความที่แสดงลักษณะ สำคัญ 3 ประการคือ
1. วิธีการปฏิบัติ PERFORMANCE (ทำอะไร) การเขียนจุดมุ่งหมายควรใช้คำกริยาหรือข้อความที่สังเกตพฤติกรรมได้ เช่น ให้คำจำกัดความ อธิบาย บอก หรือจำแนก เป็นต้น
2. เงื่อนไข CONDITIONS (ทำอย่างไร) การเขียนจุดมุ่งหมายการเรียน ควรกำหนดเงื่อนไขที่จำเป็นภายใต้การปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ การกำหนดเงื่อนไข เช่น บวกเลขในใจโดยไม่ใช้กระดาษวาด หรือ ผสมแป้งโดยใช้ช้อน เป็นต้น
3. เกณฑ์ CRITERIA (ทำได้ดีเพียงไร) มาตรฐานการปฏิบัติซึ่งควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง เช่นระดับของความสามารถในการปฏิบัติ ระดับของความรู้ที่จำเป็น เพื่อการศึกษาต่อในหน่วยการเรียนที่สูงขึ้นไป

S = SELECT, MODIFY OR DESIGN MOTHODS AND MATERIALS การกำหนดสื่อการเรียนการ
สอน อาจดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 ประการดังนี้ คือ
1) การเลือกใช้สื่อการเรียนการสอน
2) ดัดแปลงจากสื่อวัสดุที่มีอยู่แล้ว
3) การออกแบบสื่อใหม่

U = UTILIZE METHODS AND MATERIALS กิจกรรมการใช้สื่อการเรียนการสอน พิจารณาได้ 3 ลักษณะคือ
1) การใช้สื่อประกอบการสอนของผู้สอน เช่น ประกอบคำบรรยาย และอธิบาย
2) การใช้สื่อเป็นกิจกรรมการเรียนการสอนของผู้เรียน เช่น ชุดการสอน บทเรียนด้วยตนเอง
3) การใช้สื่อร่วมกันระหว่างผู้เรียนและผู้สอน เช่น เกม สถานการณ์จำลอง และการสาธิต การมีส่วนร่วมของผู้เรียน การใช้สื่อการเรียนการสอนควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมี ส่วนร่วมหรือได้ลงมือกระทำร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอนได้มากที่สุด

R = REQUIRE LEARNER'S RESPONSE การกำหนดพฤติกรรมตอบสนองของผู้เรียน การเรียนรู้จะเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดนั้น ผู้เรียนจะต้องมีปฏิกิริยาตอบสนองและมีการเสริมแรง สำหรับการพฤติกรรมการตอบสนองที่ถูกต้องอยู่เสมอ เช่น การให้สังเกตไปจนถึงการให้ทำโครงการหรือออกแบบสิ่งของต่าง ๆ การที่ผู้สอนให้ข้อมูลย้อนกลับทันทีต่อการตอบสนองของผู้เรียน จะทำให้แรงจูงใจในการเรียนและการเสริมแรงมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นE = EVALUATION การประเมินผล ควรพิจารณาทั้ง 3 ด้านคือ
1) การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
2) การประเมินสื่อและวิธีใช้
3) การประเมินกระบวนการเรียนการสอน



external image pic3.gif


โดยใช้รูปแผนการสอนแบบ Jigsaw 2 ของ Elliot – Aranson และคณะ
จุดประสงค์การเรียนรู้
1. อธิบายความหมายและความสำคัญของอาชีพได้
3. เข้าใจและเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับอาชีพได้
ครูใช้สื่อภาพ pop up อาชีพเพื่อดึงดูดความสนใจของนักเรียนต่อสื่อชิ้นนี้ และต้องการให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น โดยอาชีพทั้ง 10 ประกอบไปด้วย ครู ทหาร ตำรวจ บุรุษไปรษณีย์ พนักงานดับเพลิง แพทย์ นักร้อง พนักงานขับรถโดยสารประจำทาง และช่างภาพ

1) การเตรียมสื่อการเรียนการสอน (Preparation Of Materials)
ครูแจ้งจุดประสงค์ในการเรียน แนะนำว่าวันนี้จะเรียนเรื่อง 10 most common in the society โดยครูเน้นให้ผู้เรียนแสดงออก เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ครูแจกภาพ pop up อาชีพให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนของกลุ่ม และสร้างแบบทดสอบย่อยในแต่ละหน่วยการเรียน แล้วให้นักเรียนทำกิจกรรม ศึกษาภาพ pop up

2) การจัดสมาชิกของกลุ่มและของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ (Teams And Expert Groups)
ครูจะแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มๆ (Home Groups) แต่ละกลุ่มจะมีผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องตามภาพ pop up อาชีพที่ครูสร้างขึ้น ครูแจกให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนในกลุ่ม และให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนศึกษาภาพ pop up ของตนก่อนที่จะแยกไปตามกลุ่มของผู้เชี่ยวชาญ (Expert Groups) เมื่อนักเรียนพร้อมที่จะทำกิจกรรม ครูแยกกลุ่มนักเรียนใหม่ตามภาพ pop up กิจกรรมในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญแต่ละกลุ่มอาจแตกต่างกัน ครูพยายามกระตุ้นให้นักเรียนศึกษาหัวข้ออาชีพที่แตกต่างกัน

3) การรายงานและการทดสอบย่อย (Reports And Quizzes)
เมื่อกลุ่มผู้เชี่ยวชาญแต่ละกลุ่มทำงานเสร็จแล้ว ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนก็จะกลับไปยังกลุ่มเดิมของตัวเอง (Home Group) แล้วสอนเรื่องที่ตัวเองทำให้กับสมาชิกคนอื่นๆ ในกลุ่ม จากนั้นครูแจกแบบทดสอบให้แต่ละกลุ่มแยกทำเป็นรายบุคคลแล้วนำคะแนนมาเฉลี่ยหากลุ่มที่ได้คะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด ครูให้รางวัล ต่อจากนั้นครูสรุปบทเรียนทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง

จัดทำโดย นางสาวพิมพ์ชนก ไชยวงศ์ 06530046+นางสาววรรณทิพย์ ไทยมอญ 06530050


แบบบันทึกกิจกรรมที่ 2 เรื่อง การเลือกสื่อการสอน และการออกแบบการเรียนการสอน
logo_(5).jpg

...ที่...
ประเด็น / หัวข้อย่อย
แหล่งที่มา
วิธีการที่ได้ข้อมูลมา
ผู้ที่รับผิดชอบ
..1..

รูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือ แบบ Jigsaw

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=free4u&month=12-2010&date=21&group=60&gblog=58
คัดลอก
พิมพ์ชนก 046
..2..
การเรียนการสอนแบบต่อภาพ (Jigsaw Method)
http://ekachai-sumphatan.blogspot.com/
คัดลอก
วรรณทิพย์ 050
..3..
การทำการ์ดป๊อปอัพ (3 มิติ)POP UP CARD!
http://www.kcproperty.co.th/th/tips/detail.php?GID=7&CID=17&SystemModuleKey=home
คัดลอก
วิจิตรแข 124
..4..
Child centered
http://www.parent-youth.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=538689000&Ntype=5
ตีความ
วิลาสีณี 126
..5..
สื่อการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ที่น่าสนใจ

http://www.learners.in.th/blogs/posts/508501/
http://www.learners.in.th/blogs/posts/320048/
http://mintonutnicha.exteen.com/20120221/television-mini-d-i-y/
http://mintonutnicha.exteen.com/20120221/television-mini-d-i-y
คัดลอก
ศุภิสรา 128
..6..
ประโยชน์ของสื่อการสอน
http://apiradiam.blogspot.com/2007/08/blog-post_1448.html
สรุป
ตองเตย 248

จัดทำโดย นางสาวตองเตย คลังเพ็ชร 06530248


ข้อมูลที่สืบค้นได้

การออกแบบการเรียนรู้แบบ Jigsaw
1.gif


รูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือ แบบ Jigsawการเรียนรู้แบบร่วมมือ(Cooperative Learning)

การเรียนรู้แบบร่วมมือเป็นการจัดการเรียนการสอนที่แบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่มเล็กๆ สมาชิกในกลุ่มมีความสามารถแตกต่างกันมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีการช่วยเหลือสนับสนุนซึ่งกันและกัน และมีความรับผิดชอบร่วมกันทั้งในส่วนตน และส่วนรวม เพื่อให้กลุ่มได้รับความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนด

องค์ประกอบสำคัญของการเรียนรู้แบบร่วมมือ

องค์ประกอบที่สำคัญของการเรียนรู้แบบร่วมมือ ดังนี้

1.ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในทางบวก (Positive Interdependence) หมายถึง การที่สมาชิกในกลุ่มทำงานอย่างมีเป้าหมายร่วมกัน มีการทำงานร่วมกัน โดยที่สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในการทำงานนั้น มีการแบ่งปันวัสดุ อุปกรณ์ ข้อมูลต่างๆ ในการทำงาน ทุกคนมีบทบาท หน้าที่และประสบความสำเร็จร่วมกัน สมาชิกในกลุ่มจะมีความรู้สึกว่าตนประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อสมาชิกทุกคนในกลุ่มประสบความสำเร็จด้วย สมาชิกทุกคนจะได้รับผลประโยชน์ หรือรางวัลผลงานกลุ่มโดยเท่าเทียมกัน เช่น ถ้าสมาชิกทุกคนช่วยกัน ทำให้กลุ่มได้คะแนน 90% แล้ว สมาชิกแต่ละคนจะได้คะแนนพิเศษเพิ่มอีก 5 คะแนน เป็นรางวัล เป็นต้น

2.การมีปฏิสัมพันธ์ที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน (Face To Face Promotive Interaction) เป็นการติดต่อสัมพันธ์กัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน การอธิบายความรู้ให้แก่เพื่อนในกลุ่มฟัง เป็นลักษณะสำคัญของการติดต่อปฏิสัมพันธ์โดยตรงของการเรียนแบบร่วมมือ ดังนั้น จึงควรมีการแลกเปลี่ยน ให้ข้อมูลย้อนกลับ เปิดโอกาสให้สมาชิกเสนอแนวความคิดใหม่ๆ เพื่อเลือกในสิ่งที่เหมาะสมที่สุด

3.ความรับผิดชอบของสมาชิกแต่ละบุคคล (Individual Accountability) ความรับผิดชอบของสมาชิกแต่ละบุคคล เป็นความรับผิดชอบในการเรียนรู้ของสมาชิกแต่ละบุคคล โดยมีการช่วยเหลือส่งเสริมซึ่งกันและกัน เพื่อให้เกิดความสำเร็จตามเป้าหมายกลุ่ม โดยที่สมาชิกทุกคนในกลุ่มมีความมั่นใจ และพร้อมที่จะได้รับการทดสอบเป็นรายบุคคล

4.การใช้ทักษะระหว่างบุคคลและทักษะการทำงานกลุ่มย่อย (Interdependence and Small Group Skills) ทักษะระหว่างบุคคล และทักษะการทำงานกลุ่มย่อย นักเรียนควรได้รับการฝึกฝนทักษะเหล่านี้เสียก่อน เพราะเป็นทักษะสำคัญที่จะช่วยให้การทำงานกลุ่มประสบผลสำเร็จ นักเรียนควรได้รับการฝึกทักษะในการสื่อสาร การเป็นผู้นำ การไว้วางใจผู้อื่น การตัดสินใจ การ แก้ปัญหา ครูควรจัดสถานการณ์ที่จะส่งเสริมให้นักเรียน เพื่อให้นักเรียนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในปี ค.ศ. 1991 จอห์นสัน และ จอห์นสัน ได้เพิ่มองค์ประกอบการเรียนรู้แบบร่วมมือ ขึ้นอีก 1 องค์ประกอบ ได้แก่

5.กระบวนการกลุ่ม (Group Process) เป็นกระบวนการทำงานที่มีขั้นตอนหรือวิธีการที่จะช่วยให้การดำเนินงานกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นั่นคือ สมาชิกทุกคนต้องทำความเข้าใจในเป้าหมายการทำงาน วางแผนปฏิบัติงานร่วมกัน ดำเนินงานตามแผนตลอดจนประเมินผลและปรับปรุงงาน
องค์ประกอบของการเรียนรู้แบบร่วมมือทั้ง 5 องค์ประกอบนี้ ต่างมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ในอันที่จะช่วยให้การเรียนแบบร่วมมือดำเนินไปด้วยดี และบรรลุตามเป้าหมายที่กลุ่มกำหนด โดยเฉพาะทักษะทางสังคม ทักษะการทำงานกลุ่มย่อย และกระบวนการกลุ่มซึ่งจำเป็นที่จะต้องได้รับการฝึกฝน ทั้งนี้เพื่อให้สมาชิกกลุ่มเกิดความรู้ ความเข้าใจและสามารถนำทักษะเหล่านี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเต็มที่


จากองค์ประกอบสำคัญของการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) ซึ่งได้แก่ ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในทางบวก การปฏิสัมพันธ์ที่ส่งเสริมกันและกัน ความรับผิดชอบของสมาชิกแต่ละบุคคล การใช้ทักษะระหว่างบุคคล การทำงานกลุ่มย่อย และกระบวนการกลุ่ม องค์ประกอบเหล่านี้ทำให้การเรียนรู้แบบร่วมมือแตกต่างออกไปจากการเรียนรู้เป็นกลุ่มแบบดั้งเดิม (Traditional Learning) กล่าวคือ การเรียนเป็นกลุ่มแบบดั้งเดิมนั้น เป็นเพียงการแบ่งกลุ่มการเรียน เพื่อให้นักเรียนปฏิบัติงานร่วมกัน แบ่งงานกันทำ สมาชิกในกลุ่มต่างทำงานเพื่อให้งานสำเร็จ เน้นที่ผลงานมากกว่ากระบวนการในการทำงาน ดังนั้นสมาชิกบางคนอาจมีความรับผิดชอบในตนเองสูง แต่สมาชิกบางคนอาจไม่มีความรับผิดชอบ ขอเพียงมีชื่อในกลุ่ม มีผลงานออกมาเพื่อส่งครูเท่านั้น ซึ่งต่างจากการเรียนเป็นกลุ่มแบบร่วมมือที่สมาชิกแต่ละคนต้องมีความรับผิดชอบทั้งต่อตนเองและต่อเพื่อนสมาชิกในกลุ่มด้วย

รูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือแบบ Jigsaw
รูปเป็นการสอนที่อาศัยแนวคิดการต่อภาพ ผู้เสนอวิธีการนี้คนแรก คือ Aronson et.al (1978 ,pp. 22-25) ต่อมามีการปรับและเพิ่มเติมขั้นตอนให้มากขึ้น แต่วิธีการหลัก ยังคงเดิม การสอนแบบนี้นักเรียนแต่ละคนจะได้ศึกษาเพียงส่วนหนึ่งหรือหัวข้อย่อยของเนื้อหาทั้งหมด โดยการศึกษาเรื่องนั้นๆ จากเอกสารหรือกิจกรรมที่ครูจัดให้ ในตอนที่ศึกษาหัวข้อย่อยนั้น นักเรียนจะทำงานเป็นกลุ่มกับเพื่อนที่ได้รับมอบหมายให้ศึกษาหัวข้อย่อยเดียวกัน และเตรียมพร้อมที่จะกลับไปอธิบายหรือสอนเพื่อนสมาชิกในกลุ่มพื้นฐานของตนเอง


Jigsaw มีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ส่วน คือ

1)การเตรียมสื่อการเรียนการสอน (Preparation Of Materials) ครูสร้างใบงานให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนของกลุ่ม และสร้างแบบทดสอบย่อยในแต่ละหน่วยการเรียน แต่ถ้ามีหนังสือเรียนอยู่แล้วยิ่งทำให้ง่ายขึ้นได้ โดยแบ่งเนื้อหาในแต่ละหัวข้อเรื่องที่จะสอนเพื่อทำใบงานสำหรับผู้เชี่ยวชาญ ในใบงานควรบอกว่านักเรียนต้องทำอะไร เช่น ให้อ่านหนังสือหน้าอะไร อ่านหัวข้ออะไร จากหนังสือหน้าไหนถึงหน้าไหน หรือให้ดูวิดีทัศน์ หรือให้ลงมือปฏิบัติการทดลอง พร้อมกับมีคำถามให้ตอบตอนท้ายของกิจกรรมที่ทำด้วย

2) การจัดสมาชิกของกลุ่มและของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ (Teams And Expert Groups) ครูจะแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มๆ (Home Groups) แต่ละกลุ่มจะมีผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องตามใบงานที่ครูสร้างขึ้น ครูแจกใบงานให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนในกลุ่ม และให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนศึกษาใบงานของตนก่อนที่จะแยกไปตามกลุ่มของผู้เชี่ยวชาญ (Expert Groups) เพื่อทำงานตามใบงานนั้นๆ เมื่อนักเรียนพร้อมที่จะทำกิจกรรม ครูแยกกลุ่มนักเรียนใหม่ตามใบงาน กิจกรรมในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญแต่ละกลุ่มอาจแตกต่างกัน ครูพยายามกระตุ้นให้นักเรียนศึกษาหัวข้อตามใบงานที่แตกต่างกัน ดังนั้นใบงานที่ครูสร้างขึ้นจึงมีความสำคัญมาก เพราะในใบงานจะนำเสนอด้วยกิจกรรมที่แตกต่างกัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญในแต่ละกลุ่มอาจจะลงมือปฏิบัติการทดลองศึกษาเกี่ยวกับสิ่งที่ได้รับมอบหมาย พร้อมกับเตรียมการนำเสนอสิ่งนั้นอย่างสั้นๆ เพื่อว่าเขาจะได้นำกลับไปสอนสมาชิกคนอื่นๆ ในกลุ่มที่ไม่ได้ศึกษาในหัวข้อดังกล่าว

3) การรายงานและการทดสอบย่อย (Reports And Quizzes) เมื่อกลุ่มผู้เชี่ยวชาญแต่ละกลุ่มทำงานเสร็จแล้ว ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนก็จะกลับไปยังกลุ่มเดิมของตัวเอง (Home Group) แล้วสอนเรื่องที่ตัวเองทำให้กับสมาชิกคนอื่นๆ ในกลุ่ม ครูกระตุ้นให้นักเรียนใช้วิธีการต่างๆ ในการนำเสนอสิ่งที่จะสอน นักเรียนอาจใช้วิธีการสาธิต อ่านรายงาน ใช้คอมพิวเตอร์ รูปถ่าย ไดอะแกรม แผนภูมิหรือภาพวาดในการนำเสนอความคิดเห็น ครูกระตุ้นให้สมาชิกในกลุ่มได้มีการอภิปรายและซักถามปัญหาต่างๆ โดยที่สมาชิกแต่ละคนต้องมีความรับผิดชอบในการเรียนรู้แต่ละเรื่องที่ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนนำเสนอ

เมื่อผู้เชี่ยวชาญได้รายงานผลงานกับกลุ่มของตัวเองแล้ว ควรมีการอภิปรายร่วมกันทั้งห้องเรียนอีกครั้งหนึ่ง หรือมีการถามคำถามและตอบคำถามในหัวข้อเรื่องที่ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนได้ศึกษา หลังจากนั้นครูก็ทำการทดสอบย่อย เกณฑ์การประเมินการให้คะแนนเหมือนกับวิธีการของ การเรียนแบบร่วมมือของรูปแบบ STAD

วิธีการของ Jigsaw จะดีกว่า STAD ตรงที่ว่า เป็นการฝึกให้นักเรียนแต่ละคนมีความรับผิดชอบในการเรียนมากขึ้น และนักเรียนยังรับผิดชอบกับการสอนสมาชิกคนอื่นๆ ของกลุ่มอีกด้วย นักเรียนไม่ว่าจะมีความสามารถมากน้อยแค่ไหนจะต้องรับผิดชอบเหมือนๆ กัน ถึงแม้ว่าความลึกความกว้างหรือคุณภาพของรายงานจะแตกต่างกันก็ตาม

ขั้นตอนการสอนแบบ Jigsaw มีดังนี้

ขั้นที่ 1 ครูแบ่งหัวข้อที่จะเรียนเป็นหัวข้อย่อยเท่าจำนวนสมาชิกของแต่ละกลุ่ม ถ้ากลุ่มขนาด 3 คน ให้แบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วน

ขั้นที่ 2 จัดกลุ่มนักเรียนให้มีสมาชิกที่มีความสามารถคละกัน เป็นกลุ่มพื้นฐานหรือ Home Groups จำนวนสมาชิกในกลุ่มอาจเป็น 3 หรือ 4 คนก็ได้ จากนั้นแจกเอกสารหรืออุปกรณ์การสอนให้กลุ่มละ 1 ชุด หรือให้คนละชุดก็ได้ กำหนดให้สมาชิกแต่ละคนรับผิดชอบอ่านเอกสารเพียง 1 ส่วนที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น หากแต่ละกลุ่มได้รับเอกสารเพียงชุดเดียว ให้นักเรียนแยกเอกสารออกเป็นส่วนๆ ตามหัวข้อย่อย ดังนี้ ในแต่ละกลุ่ม

นักเรียนคนที่ 1 จะอ่านเฉพาะหัวข้อย่อยที่ 1
นักเรียนคนที่ 2 จะอ่านเฉพาะหัวข้อย่อยที่ 2
นักเรียนคนที่ 3 จะอ่านเฉพาะหัวข้อย่อยที่ 3


ขั้นที่ 3 เป็นการศึกษาในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ (Expert Groups)
นักเรียนจะแยกย้ายจากกลุ่มพื้นฐาน (Home Group) ไปจับกลุ่มใหม่เพื่อทำการศึกษาเอกสารส่วนที่ได้รับมอบหมาย โดยคนที่ได้รับมอบหมายให้ศึกษาเอกสารหัวข้อย่อยเดียวกัน จะไปนั่งเป็นกลุ่มด้วยกัน กลุ่มละ 3 หรือ 4 คน แล้วแต่จำนวนสมาชิกของกลุ่มที่ครูกำหนด


ในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ สมาชิกจะอ่านเอกสาร สรุปเนื้อหาสาระ จัดลำดับขั้นตอนการนำเสนอ เพื่อเตรียมทุกคนให้พร้อมที่จะไปสอนหัวข้อนั้น ที่กลุ่มเดิมของตนเอง

ขั้นที่ 4 นักเรียนแต่ละคนในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญกลับกลุ่มเดิมของตน แล้วผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันอธิบายให้เพื่อนในกลุ่มฟังทีละหัวข้อ มีการซักถามข้อสงสัย ตอบปัญหา ทบทวนให้เข้าใจชัดเจน

ขั้นที่ 5 นักเรียนแต่ละคนทำแบบทดสอบเกี่ยวกับเนื้อหาทั้งหมดทุกหัวข้อ แล้วนำคะแนนของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มมารวมกันเป็นคะแนนกลุ่ม

ขั้นที่ 6 กลุ่มที่ได้คะแนนสูงสุด จะได้รับรางวัล หรือการชมเชย
การสอนแบบ Jigsaw เป็นการสอนที่อาจนำไปใช้ในการทบทวนเนื้อหาที่มีหลายๆ หัวข้อ หรือใช้กับบทเรียนที่เนื้อหาแบ่งแยกเป็นส่วนๆ ได้ และเป็นเนื้อหาที่นักเรียนศึกษาจากเอกสารและสื่อการสอนได้


สรุปขั้นตอนการจัดการเรียนการสอนแบบ Jigsaw
1. ครูและนักเรียนทบทวนเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องที่จะเรียนแล้วครูจัดกลุ่มนักเรียนเป็น Home Group


กลุ่ม A กลุ่ม B กลุ่ม C กลุ่ม D
1) ด.ญ. ก 1) ………….. 1)……………. 1)……………
2) ด.ญ. ข 2) ………….. 2)……………. 2)……………
3) ด.ญ. ค 3) ………….. 3)……………. 3)……………
4) ด.ญ. ง 4) ………….. 4)……………. 4)……………


2.ครูแจกใบงานให้ทุกกลุ่ม กลุ่มละ 4 แบบฝึก ซึ่งแต่ละใบงานเป็นหัวข้อย่อยๆ ไม่เหมือนกันอาจจะเป็น 4 ระดับก็ได้ (ง่ายยาก) สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มเลือกคนละ 1 ใบงาน โดยแต่ละคนในกลุ่มจะได้ใบงานไม่เหมือนกัน เช่น นักเรียนกลุ่ม A จะแบ่งหน้าที่กันดังนี้
นักเรียน A1 อ่านและทำใบงานที่ 1
นักเรียน A2 อ่านและทำใบงานที่ 2
นักเรียน A3 อ่านและทำใบงานที่ 3
นักเรียน A4 อ่านและทำใบงานที่ 4


3.นักเรียนที่ได้ใบงานชุดเดียวกันจากแต่ละกลุ่มมานั่งด้วยกัน เพื่อทำงาน ซักถามและทำกิจกรรมในใบงาน เรียกกลุ่มนี้ว่า Expert Groups โดยแต่ละคนในกลุ่มแบ่งหน้าที่กันทำงาน เช่น

นักเรียนคนที่ 1 อ่านคำแนะนำ คำสั่งหรือโจทย์ในแบบฝึก
นักเรียนคนที่ 2 จดบันทึกข้อมูลสำคัญ แยกแยะสิ่งที่ต้องทำตามลำดับ
นักเรียนคนที่ 3 หาคำตอบ
นักเรียนคนที่ 4 สรุปทบทวน และตรวจสอบคำตอบ
เมื่อนักเรียนทำแต่ละข้อหรือแต่ละส่วนเสร็จแล้ว ให้นักเรียนหมุนเวียนเปลี่ยนหน้าที่กันจนเสร็จใบงานทั้งหมด


4.นักเรียนแต่ละคนใน Expert Groups กลับมายังกลุ่มเดิม (Home Groups) ของตนผลัดกันอธิบายให้เพื่อนสมาชิกในกลุ่มฟัง เริ่มจากแบบฝึกที่ 1, 2, 3, 4 (ง่ายยาก)

5.ครูทำการทดสอบนักเรียนทุกคนในห้องเป็นรายบุคคลแล้ว นำคะแนนพัฒนาการของแต่ละคนในกลุ่มมารวมเป็น “คะแนนกลุ่ม” กลุ่มที่ได้คะแนนสูงสุดจะได้รางวัลหรือติดประกาศไว้ในบอร์ด

วรรณทิพา รอดแสงค้า ได้จัดทำตัวอย่างการจัดการเรียนการสอนแบบ Jigsawเรื่องการหาความหนาแน่นของวัตถุ ในวิชาวิทยาศาสตร์ ไว้ดังนี้

วัตถุประสงค์ เมื่อจบบทเรียนนี้ แล้วนักเรียนสามารถ
1. บอกและลงมือปฏิบัติวิธีการหามวล น้ำหนัก และปริมาตรของวัตถุที่เป็นของแข็งทรงเรขาคณิต วัตถุที่เป็นของแข็งรูปร่างไม่เป็นทรงเรขาคณิต และวัตถุที่เป็นของเหลวได้
2. คำนวณหาค่าความหนาแน่นของวัตถุต่างๆ ที่กำหนดให้ได้


กิจกรรมการเรียนการสอน

ขั้นที่ 1 :ครูทบทวนถึงวิธีการหาความหนาแน่นของวัตถุโดยใช้การบรรยายและการอภิปราย

ขั้นที่ 2 :ครูแบ่งเรื่อง “วิธีการหาความหนาแน่นของวัตถุ” ออกเป็น 4 หัวข้อ คือ
1) การหาความหนาแน่นของวัตถุที่เป็นของแข็งทรงเรขาคณิต
2) การหาความหนาแน่นของวัตถุที่เป็นของแข็งรูปร่างไม่เป็นทรงเรขาคณิต
3) ความหนาแน่นคืออะไร
4) ปริมาตรและความหนาแน่นคืออะไร


ขั้นที่ 3 :ครูแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มๆ กลุ่มละ 4 คน นักเรียนในแต่ละกลุ่มมีความสามารถแตกต่างกัน มีทั้งนักเรียนหญิงและนักเรียนชาย สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มจะศึกษาใบงานของตนเพียงเรื่องเดียว
กลุ่ม ก กลุ่ม ข กลุ่ม ค กลุ่ม ง
ชื่อสมาชิก 1) ……. 1) …….. 1)………. 1)....
2) ………….. 2) ………….. 2)……………. 2 )......
3) ………….. 3) ………….. 3)……………. 3)......
4) ............ 4) ………….. 4)……………. 4)......


นักเรียนคนที่ 1 ในกลุ่ม ก, ข, ค, ง อ่านใบความรู้และทำกิจกรรมในใบงานที่ 1 เท่านั้น
นักเรียนคนที่ 2 ในกลุ่ม ก, ข, ค, ง อ่านใบความรู้และทำกิจกรรมในใบงานที่ 2 เท่านั้น
นักเรียนคนที่ 3 ในกลุ่ม ก, ข, ค, ง อ่านใบความรู้และทำกิจกรรมในใบงานที่ 3 เท่านั้น
นักเรียนคนที่ 4 ในกลุ่ม ก, ข, ค, ง อ่านใบความรู้และทำกิจกรรมในใบงานที่ 4 เท่านั้น


ขั้นที่ 4 : นักเรียนที่ได้ใบงานเดียวกันมารวมกันเป็นกลุ่มเชี่ยวชาญ (Expert Groups) มีการอภิปรายและเขียนรายงานในส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบ
ตัวอย่างบทบาทของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญขณะทำกิจกรรมตามใบงานที่ 1 คือ
นักเรียนคนที่ 1 อ่านคำถามและเปลี่ยนแปลงคำถามให้เป็นคำพูดของตนเอง และค้นหาว่ามีข้อมูลอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับคำถามนั้น
นักเรียนคนที่ 2 ทำการทดลอง วัด และจัดกระทำข้อมูล
นักเรียนคนที่ 3 คำนวณและเขียนคำตอบลงในตาราง
นักเรียนคนที่ 4 ตรวจทานคำตอบและตรวจผลที่ได้จากการทำการทดลอง


หลังจากทำการทดลองกับวัตถุแท่งที่ 1 เสร็จแล้วก็ทำการทดลองกับวัตถุแท่งที่ 2 และวัตถุแท่งอื่นๆ พร้อมกับมีการเปลี่ยนบทบาทของนักเรียนไปจนกว่าจะทำการทดลองกับวัตถุทุกแท่งจนเสร็จ

ขั้นที่ 5 : นักเรียนในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญกลับไปอยู่ในกลุ่มเดิมของตน (Home Groups) พร้อมกับ ผลัดเปลี่ยนกันสอนส่วนที่ตนรับผิดชอบโดยใช้รายงานหรือใบงานของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ โดยเริ่มจากใบงานที่ 1 ก่อน

ขั้นที่ 6 :ครูทดสอบย่อยนักเรียน เป็นรายบุคคลแล้วนำคะแนนพัฒนาการของนักเรียนแต่ละคนจะนำมารวมกันเป็นคะแนนบอกกลุ่ม
ขั้นที่ 7 :รายงานผลการทำงานกลุ่มให้นักเรียนทั้งห้องทราบ


การทำภาพ pop up images.jpg

ที่มา http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=free4u&month=12-2010&date=21&group=60&gblog=58

สืบค้นโดย นางสาวพิมพ์ชนก ไชยวงศ์ 06530046
kapook_38967.gif



การเรียนการสอนแบบต่อภาพ (Jigsaw Method)

154.gif


“เด็กสามารถสร้างองค์ความรู้ได้จากการร่วมมือกันเรียนรู้ส่วนย่อยขององค์ความรู้ แล้วนำกลับมาต่อภาพกัน เป็นองค์ความรู้ใหญ่ที่ต้องการเรียนรู้ได้”


การเรียนแบบต่อภาพเป็นเทคนิคหนึ่งของการเรียนแบบร่วมมือที่ใช้มโนทัศน์ของการต่อภาพ (Jigsaw) มาเป็นแนวของการสร้างรูปแบบการเรียน ผู้ที่พัฒนาและทดสอบจนได้รับเป็นรูปแบบที่ยึดเป็นแนวปฏิบัติ คือ เอรอนสัน และคณะ (Elliot Aronson and others, 1978) มหาวิทยาลัยเทกซัส ซึ่งต่อมาสลาวีนและคณาจารย์จอร์นฮอฟกินส์ ได้นำมาพัฒนาต่อใหม่เพื่อให้ง่ายและสะดวกในการนำไปปฏิบัติการเรียนการสอน เกิดเป็นการเรียนแบบต่อภาพ 2 (Jigsaw II) ส่วนการเรียนต่อภาพแบบแรกเป็นการเรียนต่อภาพแบบ 1 (Jigsaw I) พ.ศ.2545 ผู้เขียนได้นำรูปแบบการเรียนต่อภาพมาประยุกต์ใช้ในการสอนระดับอนุบาลศึกษา โดยให้นิสิตปริญญาโททำวิจัยในสาขาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เรียกว่าการเรียนแบบต่อภาพ หรือ Jigsaw Method

แนวคิดพื้นฐาน
การเรียนแบบต่อภาพเป็นวิธีการเรียนที่มาจากแนวคิดพื้นฐานของการเล่นต่อภาพ ซึ่งแทนที่เด็กจะเล่นคนเดียวเปลี่ยนมาเล่นเป็นกลุ่มต่อภาพความรู้ เด็กต่างรับผิดชอบร่วมกันในการที่จะเรียนรู้ภาพย่อยสู่ภาพใหญ่ ใช้เป็นกิจกรรมหนึ่งของการเรียนแบบร่วมมือสำหรับชั้นอนุบาลศึกษา ครูสามารถนำไปใช้กับการสอนเพื่อการเรียนรู้ด้านต่างๆ สิ่งที่ได้จากการเรียนการสอนแบบนี้คือเด็กได้คิด ได้เรียนรู้ด้วยกัน และฝึกความสามารถในการสังเกต การสืบค้น การสรุปความและความรับผิดชอบต่างๆ
การเรียนแบบร่วมมือ (Cooperative learning) เป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนจากกลุ่มขนาด 4-6 คน ด้วยการทำกิจกรรมร่วมกัน ช่วยกันคิด ศึกษา ค้นคว้าพร้อมๆ ไปกับการเรียนรู้ในสิ่งที่กลุ่มต้องการ การเรียนแบบร่วมมือนี้เกิดขึ้นประมาณ ค.ศ.1920 โดยโรเบิร์ต สลาวีน (Robert Slavin) เป็นผู้ริเริ่มด้วยจุดประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนแบบร่วมกันเรียนเป็นกลุ่มเป็นคณะ ไม่แข่งขันกัน ความสำคัญของการเรียนรู้ขึ้นอยู่กับกลุ่ม สมาชิกของกลุ่มจะมีความหลากหลาย ใช้ปฏิสัมพันธ์ และการสนทนาเป็นแกนของการเรียนรู้ร่วมกัน
ลักษณะของการเรียนแบบร่วมมือเป็นการเรียนด้วยการพึ่งพากัน การมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างสมาชิกในกลุ่มและการทำงานร่วมกันด้วยกระบวนการกลุ่ม ที่สำคัญเด็กเล็กชอบเรียนรู้จากเพื่อนมากกว่าเรียนคนเดียว การได้มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับเพื่อนได้พูดได้ฟังแลกเปลี่ยนความรู้ ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ดี (Elaison and Jenkins 1994 : 23) มีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบโดยใช้รูปแบบกิจกรรมการเรียนหลากหลายเช่น STAD (Student Teams Achievement Divisions) ซึ่งใช้ผู้เรียนที่มีความสามารถในการเรียนรู้ต่างๆ กันมาช่วยกันพัฒนาความรู้ให้แก่ทีม หรือ TGT (Team – Games – Tournaments) และ Group – Investigation เป็นต้น ซึ่งการเรียนแบบต่อภาพ (Jigsaw Model) เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ

การเรียนการสอน
การเรียนแบบต่อภาพเป็นเทคนิคของการเรียนแบบร่วมมืออย่างหนึ่งที่มีการเรียนเป็นกลุ่มย่อย โดยสมาชิกในกลุ่มหรือทีมจะมีหน้าที่รับผิดชอบ ศึกษาและเรียนรู้ในส่วนที่ต้องเรียนเป็นรายบุคคล ด้วยการศึกษาค้นคว้าและเรียนรู้เนื้อหาย่อยในแต่ละส่วนให้ชัดเจน แล้วนำสิ่งที่ตนเรียนรู้นั้นกลับไปสอนให้แก่สมาชิกในกลุ่มเดิมได้รับทราบ เพื่อให้กลุ่มได้เกิดความรู้ทั้งหมดอย่างครอบคลุมตามหัวเรื่อง (topic) ที่ครูกำหนดให้เรียน
กลุ่มการเรียนแบบต่อภาพแต่ละกลุ่มประกอบด้วยสมาชิกกลุ่มไม่เกิน 6 คน มาร่วมกันศึกษาสาระวิชา 1 เรื่องที่ครูกำหนด โดยครูจะตัดเนื้อหาออกเป็นส่วนย่อยๆ ให้สมาชิกแต่ละคนของกลุ่มรับมอบหมายไปศึกษาค้นคว้าหรืออ่าน เพื่อสร้างความเข้าใจเนื้อหาส่วนที่ตนได้รับมอบหมายกับสมาชิกของกลุ่มอื่นๆ ซึ่งต่างก็ได้รับมอบหมายมาเช่นกัน กลุ่มที่เกิดขึ้นใหม่นี้จะร่วมกันอภิปรายและศึกษาเนื้อหาสาระย่อยที่ได้รับมอบหมายให้เข้าใจ จากนั้นแต่ละคนจะกลับไปกลุ่มเดิม เพื่อขยายความรู้ที่ได้มาให้กลุ่มเดิมโดยสมาชิกของกลุ่มจะตั้งใจรับฟังข้อความรู้จากกันและกัน (Burden and Byrd, 1994 : 98) จากนั้นกลุ่มจะประมวลความรู้ย่อยที่แต่ละคนไปค้นคว้ามาปะติดปะต่อเป็นภาพองค์ความรู้ใหญ่ที่ต้องการเรียนรู้ทั้งหมดที่ต้องการ
ลักษณะการเรียนแบบต่อภาพเป็นวิธีการเรียนที่กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความรับผิดชอบ มีความตั้งใจศึกษาสาระที่กลุ่มมอบหมายอย่างตั้งใจด้วยการช่วยเหลือซึ่งกันและกันซึ่งเป็นการเรียนรู้ด้วยตนเองโดยมีจุดประสงค์เพื่อนำความรู้ส่วนย่อยมาสู่กลุ่มเพื่อนตามที่ได้รับมอบหมายจากกลุ่มใหญ่ให้ดีที่สุด ถูกต้องที่สุด วิธีการค้นหาความรู้ย่อยคือการไปเสาะแสวงหาความรู้จากเอกสาร สื่อ ภาพ หรือเอกสาร งานวิจัย หรือหนังสือร่วมกับเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับมอบหมายจากกลุ่มแต่ละคนเช่นกัน เพื่อสร้างความเป็นผู้เชี่ยวชาญในเนื้อหาที่ได้รับมอบหมายมา จากนั้นนำความรู้ที่ได้ไปสอนให้แก่เพื่อนในกลุ่มเดิมของตน เราใช้คำเรียกกลุ่มเดิมก่อนมอบหมายงานว่า กลุ่มเหย้า (Home group) ส่วนผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ไปศึกษาเนื้อหาย่อยเรียกว่า ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะไปรวมกลุ่มกันใหม่กับสมาชิกผู้เชี่ยวชาญจากกลุ่มอื่นร่วมกันศึกษาเรื่องเดียวกันที่ได้รับมอบหมายมา จึงเรียกกลุ่มนี้ว่า กลุ่มเชี่ยวชาญ (expert group)
การศึกษาความรู้ของกลุ่มเชี่ยวชาญอาจทำได้หลายกรณีขึ้นอยู่กับงานที่ผู้เรียนได้รับมอบหมายและความยากง่ายของงาน ผู้เรียนอาจไม่อ่านหรือไปค้นหรือไปสัมภาษณ์จากผู้รู้หรือไปศึกษาจากของจริงได้ ลักษณะและกลไกการเรียนของกลุ่มเหย้าและกลุ่มเชี่ยวชาญจะเป็นดังรูป



external image %E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%872.bmp
รูป ลักษณะกลุ่มและกลไกการเรียนแบบต่อภาพ

ลักษณะการเรียนแบบต่อภาพตามรูป เป็นภาพการเรียนที่พัฒนาจากการเรียนแบบต่อภาพ 1 แล้ว กล่าวคือ ในการจัดการเรียนแบบต่อภาพ 1 จะเน้นภารกิจของครูในการจัดเตรียมทั้งสื่อการสอน อุปกรณ์ การเตรียมผู้สอนเพื่อการเรียนรู้เป็นกลุ่มให้พร้อม ส่วนการเรียนแบบต่อภาพ 2 หลักการสำคัญที่เหมือนกันคือสมาชิกกลุ่ม แต่ละคนต้องรับผิดชอบทำความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่รับผิดชอบจากสื่อหรืออุปกรณ์การเรียนรู้ แล้วนำข้อความรู้ที่ได้ไปสอนให้แก่สมาชิกของกลุ่มตน (Arends, 197 : 120)


หลักการสอน
การเรียนแบบต่อภาพเป็นการเรียนแบบร่วมมือในหัวข้อเรื่องเดียวกันที่ช่วยกันเรียน ช่วยกันค้นในหัวข้อย่อย แล้วนำกลับไปสอนกันในกลุ่มเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ทั้งเรื่องของกลุ่ม (Arends, 1994 : 346-347) การเรียนรู้โดยวิธีต่อภาพนี้เป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนต้องศึกษาด้วยตนเองเป็นสำคัญ นอกจากนี้ต้องสามารถในการสอน อธิบายหรือนำเสนอให้แก่กลุ่มเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง ซึ่งเมื่อนำมาใช้กับเด็กปฐมวัยพบว่ามีเงื่อนไขสำคัญคือเด็กปฐมวัยอ่านหนังสือไม่เป็น คิดแบบนามธรรมไม่ได้ เมื่อต้องการใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบต่อภาพ ครูต้องเป็นผู้ทำหน้าที่กระตุ้น แนะแนวการศึกษาอย่างใกล้ชิดทั้งกลุ่มเหย้าและกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ สื่อจะเน้นใช้ภาพของจริง วัสดุต่างๆ ภาพยนตร์หรือวีดีทัศน์ที่เด็กสามารถสัมผัสและเรียนรู้ได้โดยง่าย ประโยชน์ที่เด็กจะได้จากการใช้การเรียนแบบต่อภาพคือ
1. ฝึกเรียนรู้การสืบค้นและการค้นคว้า
2. ฝึกความรับผิดชอบ
3. ฝึกการสื่อสาร เพราะต้องสนทนากับกลุ่ม นำข้อมูลที่ศึกษามาสอนและบอกเล่าให้กลุ่มฟัง
4. ฝึกการร่วมมือกันทำงาน
5. ฝึกการพัฒนาความคิดรวบยอด หรือสร้างมโนทัศน์ในเรื่องที่เรียน
6. ฝึกการฟัง
7. ฝึกการถ่ายและเชื่อมโยงความรู้
8. ฝึกการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น


วิธีจัดการเรียนการสอน
รูปแบบการเรียนแบบต่อภาพยังไม่มีการนำมาใช้ในระดับอนุบาลอย่างชัดเจน ซึ่งหากครูจะนำมาใช้กับเด็กอนุบาลก็ย่อมทำได้ แต่ปรับกระบวนการให้เหมาะสมเพราะประโยชน์ที่เด็กได้รับจะมีความหลากหลาย โครงการสอนที่นำเสนอต่อไปนี้เป็นโครงสร้างการสอนตามรูปแบบการเรียนแบบต่อภาพ เป็นแบบที่ 2 (Jigsaw II) ซึ่งประกอบด้วยการวางแผน 10 ขั้นตอน (Eggen and Kauchoak, 1996 : 298-300) คือ กำหนดจุดประสงค์ ออกแบบสื่อการเรียน สร้างกลุ่มผู้เรียน มอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญ ออกแบบประเมินผล รวบรวมข้อมูล รายงานแก่กลุ่ม ประเมินกระบวนการกลุ่ม ประเมินผู้เชี่ยวชาญและประเมินความเข้าใจในเนื้อหา

กำหนดจุดประสงค์ ให้ครูกำหนดจุดประสงค์การเรียนให้ชัดเจนว่า ครูต้องการให้เด็กมีความรู้เรื่องอะไร
ตัวอย่างเช่น เด็กจะเรียนเรื่องต้นไม้ จุดประสงค์อาจกำหนดได้ ดังนี้
อนุบาล 1 : เด็กสามารถบอกส่วนประกอบของต้นไม้ได้
อนุบาล 2 : เด็กสามารถจำแนกลักษณะของใบไม้ตามรูปร่างและสีได้
อนุบาล 3 : เด็กบอกประโยชน์ของต้นไม้ได้

ออกแบบสื่อการเรียน การออกแบบสื่อการเรียนเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากสำหรับครู กล่าวคือ ครูต้องแตกหัวข้อเรื่องใหญ่ให้เป็นหัวข้อย่อย โดยใช้ผังมโนทัศน์ (Concept mapping) ในการจำแนกหัวข้อเรื่อง แต่ถ้ามีแบบเรียนก็สามารถใช้ได้เลย แล้วมาจัดทำเป็นเอกสารการเรียนหรือถ้าครูจะใช้วีดิทัศน์ก็ได้ แต่ทั้งนี้ครูจะใช้สื่อการเรียนใดต้องให้สอดคล้องกับวัยเด็กและความสามารถในการรับรู้ของเด็กด้วย
สำหรับเด็กอนุบาล ครูต้องใช้สื่อที่เป็นของจริง โดยให้เด็กเลือกค้นแล้วมาสรุปผล ตัวอย่างเช่น ชั้นอนุบาล 1 ต้องเรียนรู้ส่วนประกอบของต้นไม้ ครูสามารถจำแนกหัวข้อย่อยเป็นใบไม้ ลำต้น ราก ดอก ผล แต่ละหัวข้อย่อยจะหมายถึงแต่ละกลุ่มผู้เชี่ยวชาญศึกษาแล้วให้เด็กกลุ่มผู้เชี่ยวชาญช่วยกันคิดค้นหา เพื่อให้ได้ใบไม้กลับไปกลุ่มเหย้าคนละ 1 ใบ ใบไม้ที่เลือกไม่ควรเหมือนกัน ทั้งนี้เพื่อให้เด็กได้รู้จัก ช่วยกันคิด การจำแนก การค้นคว้าตามหลักการของการเรียนแบบต่อภาพ ผู้เรียนเห็นความสำคัญของข้อความรู้ที่ต้องเรียนร่วมกันและช่วยเหลือในการเรียนอย่างจริงจัง สำหรับกลุ่มอื่นๆ เช่น ผลไม้ ราก ลำต้น และผล จะจัดอุปกรณ์ในลักษณะเดียวกัน

การจัดกลุ่มผู้เรียน
ให้จัดกลุ่มผู้เรียนมีจำนวนเท่ากับหัวข้อย่อยที่จะเรียน เช่น อนุบาล 1 เรียนส่วนประกอบของต้นไม้ 5 เรื่อง คือ ใบไม้ ลำต้น ราก ดอก ผล ดังนั้นกลุ่มเหย้าจะมีจำนวน 5 คนต่อ 1 กลุ่มเป็นอย่างน้อย เพื่อมอบหมายให้ไปศึกษาคนละเรื่อง ข้อสำคัญการแบ่งกลุ่มเด็กควรเป็นกลุ่มเด็กคละ ทั้งเรียนเก่งไม่เก่ง ทั้งเด็กหญิงชาย เด็กจะได้เรียนรู้เพื่อช่วยกันและกันในกลุ่มด้านการเรียนด้วย ในกรณีที่มีเด็กเกินจำนวน 1-2 คน ครูอาจมอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญ 2 คนเรียนรู้ต่อเนื่องได้

การมอบหมายงาน
เมื่อจัดกลุ่มการเรียนเป็นกลุ่มเหย้าเรียบร้อยแล้ว ให้ครูบอกจุดประสงค์ หัวข้อเรื่องที่เด็กต้องเรียน และวิธีปฏิบัติเพื่อหาคำตอบที่ต้องการ เมื่อเด็กเข้าใจแล้วให้ครูบอกหัวข้อย่อยที่ผู้เชี่ยวชาญต้องไปศึกษา จากนั้นครูให้กลุ่มเหย้ามอบหมายให้สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรับผิดชอบหัวข้อย่อยที่ตนสนใจศึกษา ในฐานะผู้เชี่ยวชาญต้องทราบจุดประสงค์และแนวการศึกษาค้นคว้างานที่ได้รับมอบหมาย เมื่อเรียนรู้แล้วให้นำมาบอกหรือสอนให้คนในกลุ่มเหย้าเข้าใจ

การศึกษาในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ
เมื่อเด็กทราบว่าต้องทำอะไรแล้ว ให้เด็กที่กำหนดเป็นผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งหมายถึงเด็กที่ได้รับมอบหมายจากกลุ่มไปเข้ากลุ่มผู้เชี่ยวชาญอื่น เพื่อศึกษาข้อมูลหรือปฏิบัติการศึกษาตามลักษณะของกลุ่มตามจุดประสงค์การเรียน เมื่อเสร็จแล้วให้กลับไปยังกลุ่มเหย้า

การเสนอผลให้แก่กลุ่มเหย้า
เด็กแต่ละคนกลับจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญมาสู้กลุ่มเดิม พร้อมกับข้อมูลที่ได้รับให้ไปศึกษา หรือสิ่งของที่ต้องการกลับมาให้แก่กลุ่ม เช่น เด็กอนุบาล 1 ได้รับมอบหมายให้ไปนำใบไม้ ผลไม้ จากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญไปศึกษามาว่าสีอะไรเป็นอย่างไร เมื่อได้แล้วให้กลับกลุ่มเหย้า เมื่อกลับถึงกลุ่มเหย้า ผู้เชี่ยวชาญต้องบอกแก่กลุ่มว่าได้อะไรแล้วนำมาเสนอให้แก่กลุ่ม เพื่อช่วยกันประกอบเป็นต้นไม้ ดังรูป


external image 1w.bmp

การประเมินผล
การประเมินผลการเรียนการสอบแบบต่อภาพเป็นการประเมินเด็กเป็นรายบุคคล เพื่อวินิจฉัยเด็กว่าเข้าใจส่วนที่ตนรับผิดชอบอย่างไร และประเมินผลงานรวมของกลุ่มเหย้าในการประเมินภาพความรู้ความเข้าใจ เด็กอนุบาลในการเรียนแบบต่อภาพนี้ ประกอบด้วย การประเมิน 3 ด้าน คือ 1) ประเมินกระบวนการกลุ่ม เป็นการประเมินว่าเด็กสนใจงานที่รับผิดชอบอย่างไร เข้ากับเพื่อนได้ไหม ช่วยเหลือกันอย่างไร 2) ประเมินพัฒนาการความรู้ความเชี่ยวชาญในฐานะตัวแทนของแต่ละกลุ่ม ความสามารถในฐานะตัวแทนของแต่ละกลุ่ม ความสามารถในการมาบอกและอธิบายให้แก่กลุ่ม และ 3) ประเมินความเข้าใจสาระวิชาในส่วนที่รับผิดชอบ (Eggen and Kauchock, 1996 : 300) สำหรับเด็กเล็ก เช่น อนุบาล 1 ต้องปรับให้เหมาะกับความเข้าใจของเด็ก เช่น เด็กบอกได้ว่าใบไม้เป็นส่วนประกอบหนึ่งของต้นไม้ เป็นต้น


สิ่งแวดล้อมการเรียนรู้
การเรียนแบบต่อภาพเป็นการเรียนที่เด็กต้องทำกิจกรรมเป็นกลุ่ม ห้องเรียน โต๊ะ เก้าอี้ ควรมีการเคลื่อนย้ายได้สะดวก และการจัดเตรียมอุปกรณ์ต้องให้พร้อมใช้ ส่วนมุมต่างๆ ยังคงอยู่ เพื่อให้เด็กได้ใช้ในการทำกิจกรรมต่างๆ หลังเรียนแล้ว


บทบาทครู
ครูมีหน้าที่สำคัญในการวางแผนการสอนและออกแบบกิจกรรม โดยเฉพาะการตัดเนื้อหาให้เป็นองค์ประกอบย่อยของภาพ การใช้ผังมโนทัศน์ (Concept mapping) จะช่วยให้ครูตัดเนื้อหาย่อยเพื่อจัดทำกลุ่มผู้เชี่ยวชาญได้ง่าย ตัวอย่างเช่น ครูต้องการสอนเรื่องรสผลไม้ ครูต้องแจกหัวข้อย่อยออกให้เท่ากับจำนวนกลุ่มที่ครูต้องการ ดังรูป ครูจะแจกแจงได้ถึง 5 รส จากจำนวน 5 รสนี้ครูสามารถแบ่งกลุ่มผู้เรียนได้ 5 กลุ่มย่อย ซึ่งแสดงว่ากลุ่มเหย้าจะมี 5 คน เป็นต้น



external image c.bmp

รูป การทำผังมโนทัศน์เนื้อหา

บทบาทครู
ในการเรียนการสอนแบบต่อภาพ สำหรับการศึกษาอนุบาล ครูมีบทบาทสำคัญดังนี้
1. ครูเป็นผู้ออกแบบกิจกรรมและสร้างภาพตัดต่อ
2. ครูเป็นผู้อำนวยการทำงานกลุ่มให้เป็นไปโดยคล่องตัว ด้วยการจัดเตรียมการสื่อการสอน อุปกรณ์ และกระบวนการแบ่งกลุ่ม
3. ครูเป็นผู้นิเทศและให้คำชี้แนะในการหาภาพมาต่อให้ชัดเจน
4. ครูเป็นผู้ประเมินผลและพัฒนากิจกรรมภาพต่อให้มีประสิทธิภาพที่สุด


การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง
การสอนแบบต่อภาพเป็นการเรียนที่เบ็ดเสร็จในชั้นเรียน แต่มีการออกแบบภาพต่อบางอย่าง อาจให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการจัดหาอุปกรณ์ที่มอบหมายหรือหาคำตอบโดยการให้ผู้ปกครองเป็นแหล่งวิทยากรได้ อีกส่วนหนึ่งคือการให้ผู้ปกครองรับรู้ความก้าวหน้าของผู้เรียน


การนำไปใช้
วิธีการเรียนการสอนแบบต่อภาพเหมาะสำหรับการสอนเด็กโต แต่สามารถนำมาปรับใช้กับเด็กเล็กได้เพื่อฝึกให้เด็กรู้จักการสืบค้นข้อความรู้ร่วมกับกลุ่ม ฝึกความรับผิดชอบ ฝึกการแบ่งปันความคิดและการทำงานเป็นทีม สำหรับเด็กเล็กมากจะมีข้อจำกัดทางภาษา การสื่อสารและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เมื่อนำไปใช้กับอนุบาล 1 (อายุ 3-4 ขวบ) ค่อนข้างมีปัญหาแต่ครูสามารถทำได้เพียงแต่ให้ร่วมกันค้นมากกว่าการศึกษา ส่วนอนุบาล 2-3 (อายุ 4-6 ขวบ) จะค่อนข้างจัดกลุ่มผู้เชี่ยวชาญได้ง่ายกว่า แต่ไม่ว่าจะเป็นอนุบาลระดับใดก็ตาม ครูต้องปรับสื่อการเรียนให้เหมาะสมกับวัยโดยเน้นการเรียนรู้ด้วยการมีส่วนร่วมมากที่สุด

ตัวอย่างการสื่อการเรียนการสอนที่สามารถประยุกต์ใช้ได้
คลิกซิค่ะ6.gif
ที่มา http://ekachai-sumphatan.blogspot.com/

สืบค้นโดย นางสาววรรณทิพย์ ไทยมอญ 06530050
circleofroses.gif



การทำการ์ดป๊อปอัพ (3 มิติ) POP UP CARD
p1.jpg

p2.jpg
Idea can do!ฉบับนี้มีของมาฝาก เรื่องการทำการ์ดอวยพรด้วยตนเองหรือจะสอนลูกหลานให้ช่วยกันนั่งทำเพื่อเสริมคุณค่าให้กับชิ้นงาน ผู้รับจะรู้สึกปราบปลื้มใจมากกว่า การทำการ์ดป๊อปอัพไม่มีอะไรยุ่งยาก วัสดุที่ต้องเตรียม คือ กระดาษโปสเตอร์สีต่างๆ และกระดาษโปสเตอร์อย่างหนาสำหรับทำพื้น กาวลาเท็กซ์ กรรไกร ดินสอ และยางลบ สำหรับร่างแบบ
วิธีทำง่ายๆ
1. เลือกกระดาษโปสเตอร์สีตามแต่จะชอบ ร่างแบบการ์ตูนลงไป
แล้วตัดตามแบบที่ล่างไว้เป็นชิ้นๆ การเลือกกระดาษสำหรับทำพื้น
ควรเลือกกระดาษที่มีความหนาไม่ต่ำกว่า 250 แกรม เพราะหากบางเกินไปจะทำให้การ์ดอ่อน
2. นำชิ้นส่วนต่างๆ แต่ละชิ้นมาติดประกอบเข้าด้วยกันตามแบบ ซึ่งขั้นตอนนี้ต้องระวังอย่าทากาวมากเกินไป
3. จากนั้นตัดกระดาษให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า และทำแกนสำหรับยึดตัวการ์ตูน เพื่อสร้างมิติให้ตัวการ์ตูนลอยตัวขึ้นเป็นสามมิติ โดยขั้นตอนนี้การติดแกนลงบนพื้นการ์ดต้องวัดความยาวของแกนเป็นหลัก
4. ตกแต่งฉากหลังด้วยกระดาษโปสเตอร์สีที่เตรียมไว้ อาจใช้ปากกาหรือสีช่วยตกแต่ง เพื่อเพิ่มความสวยงาม
5. ติดกระดาษสำหรับการเขียนข้อความบนพื้นการ์ด หรือเขียนที่ด้านหลังตัวการ์ตูนก็ได้เช่นกัน
เท่านี้คุณก็สามารถมีการ์ดสวยๆ ส่งให้คนที่คุณรักได้ด้วยฝีมือของคุณเอง

ที่มา http://www.kcproperty.co.th/th/tips/detail.php?GID=7&CID=17&SystemModuleKey=home

สืบค้นโดย นางสาววิจิตรแข เจนปรมกิจ 06530124


TT-5039.jpg



Child centered
การจัดการเรียนการสอนโดยเน้นครูเป็นศูนย์กลาง เป็นการจัดกลุ่มของลักษณะ การสอน โดยยึดความสำคัญของบทบาทที่มีผลต่อการเรียนการเรียนรู้ของผู้เรียนและการใช้เวลาเรียน (learning time) เป็นเกณฑ์ ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนโดยยึดครูเป็นศูนย์กลาง หมายถึงลักษณะของการจัดการเรียนการสอนที่ครูเป็นผู้มีบทบาทสำคัญหรือมีส่วนร่วมอย่างตื่นตัว (active participation) ในกิจกรรมการเรียนการสอนมากกว่าผู้เรียน ครูทำหน้าที่ดำเนินการต่าง ๆ เช่น บรรยาย อธิบายให้ผู้เรียนฟัง สาธิตให้ผู้เรียนดู เป็นต้น จะเห็นได้ว่าการที่ครูดำเนินการเช่นนั้นครูกำลังมี “active participation” ครูต้องมีการเคลื่อนไหวทางด้าน ร่างกาย ต้องพูด ต้องแสดงท่าทาง ต้องเดินไปมา ต้องหยิบโน่นทำนี่ ครูมีการตื่นตัวทางสติปัญญา เพราะต้องคิดว่าจะพูดอะไร อย่างไร จะต้องเรียบเรียงคำพูด คิดหาวิธีอธิบาย คิดถามคำถามหรือตอบคำถาม เป็นต้น ครูมีการตื่นตัวทางสังคม เพราะต้องคอยสังเกตผู้เรียนถามผู้เรียน นอกจากนั้นครูยังมีการตื่นตัวทางอารมณ์ เช่น หากผู้เรียนให้ความสนใจเรียนครูก็พอใจ หากผู้เรียนไม่สนใจ ครูอาจไม่พอใจ และเกิดความ รู้สึกท้อแท้หรือเบื่อหน่ายได้ จากที่กล่าวมาทั้งหมดแสดงว่า ขณะที่ครูสอน ครูเป็นผู้มีบทบาทที่ ตื่นตัวมาก หรือมีส่วนร่วมอย่างตื่นตัวในกิจกรรมการเรียนการสอนมาก ในขณะที่ผู้เรียนซึ่งก็มี บทบาทและมีส่วนร่วมในกิจกรรมเช่นกัน คือเป็นผู้ฟัง ผู้จด ผู้ตอบคำถาม แต่การมีส่วนร่วมนั้นไม่ได้เป็นไปอย่างตื่นตัวครบทุกด้าน เช่น ถ้านั่งฟังนาน ๆ อาจเกิดอาการง่วงนอน ถ้าฟังแล้วไม่ได้คิดตาม ไม่ช้าก็จะไปคิดเรื่องอื่น หากสิ่งที่ฟังไม่ก่อให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกพึงพอใจหรือเข้าใจ หรือเห็นประโยชน์ สิ่งที่เรียนรู้นั้นก็อาจไม่มีความหมาย แต่ในทางตรงกันข้าม หากการบรรยาย อธิบาย สาธิต ดังกล่าว ครูสามารถทำได้ดีมากจนผู้เรียนเกิดความตื่นตัว ตั้งใจฟังใช้ความคิดถามคำถามด้วยความสนใจ และผู้เรียนเกิดความเข้าใจ ก็ถือได้ว่า ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมอย่างตื่นตัวด้วยเหมือนกัน แม้ว่าการเรียน การสอนนั้นจะยึดครูเป็นศูนย์กลางเพราะครูมีบทบาทมากกว่าผู้เรียน โดยทั่วไป การจัดการเรียนการสอนโดยเน้นครูเป็นศูนย์กลางนั้น มีความเหมาะสมกับ การเรียนรู้เนื้อหาสาระที่ผู้เรียนไม่สามารถหาอ่านได้จากหนังสือหรือตำรา หรือกับเนื้อหาสาระที่มีความซับซ้อนซึ่งผู้เรียนไม่สามารถทำความเข้าใจได้ด้วยตนเอง ต้องอาศัยคำอธิบายจากครู หรือเป็นความรู้จากประสบการณ์ของผู้สอน ซึ่งผู้สอนสามารถถ่ายทอดได้ดี เนื่องจากเป็นผู้ที่ได้ประสบมาด้วยตนเอง เนื้อหาสาระใดที่ผู้เรียนสามารถอ่านและทำความเข้าใจด้วยตนเองได้ ก็ไม่จำเป็นที่ครูจะต้องบรรยาย บอก เล่า แต่ครูจำเป็นต้องมีการตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียน จะเห็นได้ว่า การจัดการเรียนการสอนโดยเน้นครูเป็นศูนย์กลางเป็นแนวการจัดการเรียนการสอน โดยครูมีบทบาทมากกว่าผู้เรียนครูเป็นผู้ “active” และเป็นผู้ใช้เวลาส่วนใหญ่ของการเรียนการสอน แต่การที่ครูจะสอนอย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่ครูต้องแสวงหา ซึ่งหากครูคิดถึงประโยชน์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ และมีความสามารถสูง ครูก็อาจแสวงหาวิธีการสอนที่เหมาะสมและดำเนินการสอนโดยใช้เวลาส่วนใหญ่ในการสอน แต่ด้วยความสามารถและวิธีการที่เหมาะสม ครูก็อาจช่วยให้ผู้เรียนได้รับประโยชน์สูงสุด คือ เกิดการเรียนรู้ตามเป้าหมายได้ดี ดังนั้น จะเห็นได้ว่า การสอนโดยเน้นครูเป็นศูนย์กลางนั้นไม่ได้เป็นรูปแบบการสอนหรือวิธีสอนแต่เป็นการจัดกลุ่มของการสอนโดยยึดเอาบทบาทและการใช้เวลาในการเรียนการสอนเป็นเกณฑ์ หากครูเป็นผู้มีบทบาทที่ตื่นตัว (active role) มากกว่าผู้เรียนและใช้เวลาของการเรียนการสอนเป็นส่วนใหญ่ก็ถือว่าการจัดการเรียนการสอนนั้นยึดครูเป็นสำคัญ แต่ในการสอน ครูจำเป็นต้องหารูปแบบหรือวิธีการต่าง ๆ มาใช้ ซึ่งมีรูปแบบและวิธีการบางวิธีที่มีลักษณะเอื้อต่อลักษณะการสอนที่เน้นครูเป็นศูนย์กลาง หากครูสามารถนำมาใช้และทำได้ดี ก็อาจเกิดประโยชน์ สูงสุดแก่ผู้เรียนได้ คือช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี

การสอนแบบ Child-centered images.jpg
ที่มา http://www.parent-youth.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=538689000&Ntype=5

สืบค้นโดย นางสาววิลาสิณี จันทร์หาจักษ์ 06530126
line03.gif






สื่อการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ที่น่าสนใจ
original_254351digital-pop-up-book_2.jpg




  • สื่อการเรียนรู้ในปัจจุบันมีมากมายหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะสื่อการเรียนรู้จากทางเทคโนโลยี อินเตอร์เน็ต นอกเหนือจากนี้ยังมีสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือ หนังสือสื่อการเรียนรู้แบบ 3 มิติ
การใช้นวัตกรรม เข้ามามีบทบาทในการสร้างสรรค์สื่อการเรียนรู้ให้มีความหลากหลายผมว่ามันเป็นสิ่งที่สำคัญนะ เพราะคนมีความสนใจในการเรียนรู้ ที่หลากหลายแตกต่างกันออกไป เช่นบางคนชอบเรียนรู้จากการฟังบ้าง การอ่านบ้าง บางคนก็ชอบที่จะเรียนรู้โดยการลงมือปฎิบัติด้วยตัวเองบ้าง
หนังสือสื่อการเรียนรู้แบบ3มิติ ไม่ใช่สื่อการเรียนรู้ที่แปลกใหม่ แต่ในปัจจุบันมันได้รับการพัฒนามากขึ้น สำนักพิมพ์หลายแห่ง ร่วมมือกับสถาบันศึกษาพัฒนาการเด็ก เพื่อผลิตสื่อการเรียนรู้แบบ3มิติ ออกวางจำหน่ายมากขึ้น มีการคิดค้นเครื่องมือในการผลิตสื่อการเรียนรู้3มิติให้มีความประหยัด และราคาย่อมเยาว์มากขึ้น
แน่นอนว่า สื่อการเรียนรู้แบบ3มิติ ช่วยให้เด็กๆมีความสนใจที่จะอ่านและติดตามเนื้อหาสาระ เพราะมีการใช้ภาพในรูปแบบที่สมจริงมากขึ้น ให้มุมมองความรู้สึกเสมือนจริงมากขึ้น ดิฉันจึงยกหนังสือสื่อการเรียนรู้แบบ3มิติ มานำเสนอเป็นสื่อการเรียนรู้ในปัจจุบันที่น่าสนใจและจับตามองชนิดหนึ่งค่ะ

1750.jpg

ที่มา http://www.learners.in.th/blogs/posts/508501

3 สื่อด้านกราฟิกที่น่าสนใจในห้องเรียน เด็กเตรียมอนุบาล......1. ตุ๊กตาถุงกระดาษ2. นิทาน กับการ์ตูนนิ้ว3. รูปภาพช่วยจำ กับตัวเลข
1.) ตุ๊กตาถุงกระดาษ

ตุ๊กตากระดาษเป็นสื่อที่น่าสนใจอย่างมากโดยตุ๊กตาถุงกระดาษนี้เป็นวัสดุที่หาง่าย วัสดุที่ไม่ใช่แล้วสามารถ
ทำเป็นของเล่นของใช้ ให้เกิดประโยชน์เพื่อช่วยลดปริมาณขยะ
นอกจากกระดาษสีแล้ว ยังสามารถนำเศษผ้า กระดุม มาเป็นเครื่องตกแต่งได้เช่นกัน

ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ในเชิงของจินตนาการให้โลดเล่นดูโดดเด่นตามความคิดของตัวเอง เราสามารถคิดทำให้เป็นตัวการ์ตูน ต้นไม้ ดอกไม้
ให้เป็นไปตามจินตนาการของที่ตัวเองต้องการได้อย่างอิสระ
external image large_3.JPG?1324798672

ตุ๊กตา กระต่าย
external image large_s.JPG?1324799278

เห็นไหมว่า แค่ถุงกล้วยแขก ก็สามารถทำตุ๊กตา หมูน้อย ได้ แค่ใช้กระดาษสีตัดแปะเอาตามจินตนาการเท่านี้เอง
ตุ๊กตาถุงกระดาษนี่ใช้ในการเรียนรู้ทางด้านการจินตนาการ ในกระบวนเครื่องเล่นของเด็กนั้น ตุ๊กตาเป็นเครื่องเล่นที่นิยมกันมากทุกยุคทุกสมัย ตุ๊กตาไม่ว่าจะทำด้วยวัสดุอะไรก็ตาม จะช่วยเป็นเครื่องมือที่ลดช่องว่างระหว่างเด็กและผู้ใหญ่ เป็นสื่อการเรียนรู้ที่ช่วยสร้างจินตนาการให้กับเด็ก ไม่ว่าจะเป็นความคิดสร้างสรรค์ในการทำสื่อประเภทนี้ หรือแม้กระทั้งการละเล่นตุ๊กตาถุงกระดาษก็ตาม ซึ่งเด็กจะจินตนาการตามตัวละครที่ตัวเองได้ทำขึ้นและกำลังเล่นอยู่ อย่างเช่น การละเล่น พ่อ แม่ ลูก ที่ไม่ใช่เพี้ยงแต่ว่าการแสดงตัวเองเป็น พ่อ แม่ ลูก แต่สามารถสร้างจินตนาการในการแสดง รวมทั้งการฝึกทักษะทางด้านมือ
external image large_untitled.JPG?1324798579

ตุ๊กตาครอบครัว
........................................................................................................


...........................................................................................................
2.) นิทาน กับการ์ตูนนิ้ว (สื่อการสอนจัดทำโดยของมหาลัยราชภัฏสวนดุสิต)

external image large_SDC11522.JPG?1325583133

ดิฉันต้องขอกล่าวก่อนว่า สื่อชิ้นนี้ทางศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแสงประทีปได้มาจากมหาลัยราชภัฎสวนดุสิต

สื่อชิ้นนี้เป็นตุ๊กตานิ้วมือ ที่มีตัวละครน่ารักๆ สวมเข้ากับถุงเมื่อสีดำ มีการทำลวดลาย

และสีสรรน่าสนใจสิ่งที่ดิฉันชอบในงานชิ้นนี้ก็คือ การเรียนรู้ในหนังสือการ์ตูนที่เราไม่เน้นรูปภาพ

ในหนังสือเป็นสิ่งสำคัญ

แบบหนังสือการ์ตูนทั่วๆไป แต่ทว่ามีตัวนิ้วมือเล็กๆ ที่น่าสนใจมาเพิ่มความอยากรู้อยากเห็น

ของเด็กนักเรียน และยังเพิ่มจินตนาการกับความคิดสร้างสรรค์ไปพร้อมๆกันกับการรักการอ่านอีกด้วย

external image large_SDC11528.JPG?1325583979

หนังสือและรูปภาพมีสีสรรค์น่าสนใจบวกกับตัวการ์ตูนนิ้วมือน่ารักๆ
...........................................................................................................



3.) รูปภาพช่วยจำ กับตัวเลข
external image large_SDC11532.JPG?1325584443

เลข 1-10 มีรูปภาพที่ตรงกับจำนวนเลข
สื่อชนิดนี้เป็นสื่อกราฟิกที่เป็นรูปภาพ ที่ตรงกับจำนวนตัวเลข

ที่มีทั้งตัวน้องหมี น้องหมาต่างๆนาๆ น่าดู รวมถึงสีสรรค์ที่สดใส บนแครอดสีสดใส

สิ่งที่ดิฉันชอบสื่อชิ้นนี้ก็เพราะว่า ดูแล้วมีสีสรรค์หน้ามอง น่าสนใจ

รูปแบบออกมาน่ารักเหมาะสำหรับผู้เรียน

สื่อชนิดนี้จะทำให้เด็กๆเกิดการเรียนรู้ทางด้านตัวเลข การนับ การเชียน

รวมทั้งการชั่งสังเกตอีกด้วย อย่างเช่น
external image large_SDC11533.JPG?1325584508external image large_SDC11534.JPG?1325584565external image large_SDC11535.JPG?1325584588

น้องหมี ทีหนึ่่งตัว เด็กๆก็ทราบได้ว่าเลขหนึ่งเขียนแบบไหน { 1 ๑ one }

น้องหนู มีห้าตัว เด็กๆก็ทราบได้ว่าเลขห้าเขียนแบบไหน { 5 ๕ five }

ลูกบอล มีสิบลูก เด็กๆก็ทราบได้ว่าเลขสิบเขียนแบบไหน { 10 ๑๐ ten}

ที่มา
http://mintonutnicha.exteen.com/20120221/television-mini-d-i-y



วิธีการทำ Television Mini
เป็นโทรทัศน์แบบหมุนที่คุณก็สามารถทำได้ด้วย การดีไซน์ของคุณเอง
external image 200220123692.jpg

external image 180220123595.jpg
1. คุณต้องเตรียมกล่องที่มีขนาดพึงพอใจมา 1 กล่องค่ะ เตรียมกาวน้ำติดหนึบๆ ไม้บรรทัด ดินสอ กระดาษสี(สีอะไรก็ได้ที่ถูกใจ) ไม้ยาว 2 ไม้ กระดาษสีที่ใช้ทำเป็นฉากหลายๆแผ่นตัดขนาดพอดีกับกล่อง สีต่างๆเพื่อตกแต่ง
external image 190220123614.jpg
2. นำกระดาษสีที่จะใช้ห่อกล่อง มาวัดเทียบกับขนาดของกล่องให้พอดี เผื่อๆไว้หน่อยก็ได้


external image 190220123617.jpg
3. นำกระดาษมาห่อกับกล่องให้พอดี
external image 190220123618.jpg
4. ติดกับกล่องให้พอดีเช่นนี้ค่ะ
external image 190220123619.jpg
5. เจาะรูที่กล่องด้านข้างด้าบบนและล่างให้พอดีกันค่ะ
external image 190220123621.jpg
6. แล้วจะออกมาเป็นแบบนี้ค่ะ
external image 200220123627.jpg
7. จากนั้นก็ออกแบบฉากต่างๆของทีวีมาให้เรียบร้อยในกระดาษสี
external image 200220123630.jpg
8. ทากาวที่ไม้ด้านบนของทีวี
external image 200220123634.jpg
9. นำทางด้านหัวของกระดาษมาติดกับไม้ด้านบนของกระดาษ
external image 200220123642.jpg
10. ม้วนให้กระดาษอย่าเด้งออกมา ม้วนไปเรื่อยๆจนถึงฉากสุดท้าย
external image 200220123649.jpg
11. จากนั้นก็ติดกาวลงบนไม้ด้านล่างของทีวี


external image 200220123656.jpg
12. ทำเช่นเดิมม้วนกระดาษไม่ให้เด้งขึ้นมาได้
external image 200220123660.jpg
13. ม้วนๆ กดๆ เช่นนี้ กระดาษมันก็จะเข้าทรงเข้ารูปทำเช่นนี้หลายๆรอบค่ะ
external image 200220123682.jpg
14. ติดกาวทางด้านข้างของกล่องให้แน่น
external image 200220123684.jpg
15. ติดกาวด้านล่างให้แน่น
external image 200220123692.jpg
16. เท่านี้คุณก็จะได้โทรทัศน์มินิได้อย่างน่ารักๆโทรทัศน์มินินี้ มีประโยชน์ในทางด้านสื่อ ที่เราสามารถทำเป็นฉากนิทาน เล่าให้เด็กๆอนุบาลฟังเพื่อเป็นสื่อการเรียนการสอนที่แปลกใหม่อีกอย่างหนึ่งค่ะ
http://mintonutnicha.exteen.com/20120221/television-mini-d-i-y





external image Image182.jpg





ชื่อนวัตกรรม : อาชีพอะไรทายกันนะ

จุดมุ่งหมาย

1.1 เพื่อผลิตสื่อการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนในระดับชั้น ม.1

1.2 เพื่อให้นักเรียนทราบถึงคำศัพท์ภาษาอังกฤษต่างๆที่เกี่ยวกับอาชีพ

1.3 เพื่อสร้างบรรยากาศในห้องเรียนให้น่าเรียนยิ่งขึ้น

1.4 เพื่อเสริมสร้างให้เด็กมีพัฒนาการทางด้านการเรียนสูงขึ้น


วิธีดำเนินการ

1. ศึกษาความเหมาะสมของสื่อ ที่จะผลิตให้เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน

2. กำหนดกิจกรรมที่ใช้ประกอบกับสื่อ

3. วางแผนการจัดทำสื่อการสอน

วัสดุ-อุปกรณ์

1. กระดาษฟิวเจอร์บอร์ด

2. กระดาษสีสวยๆหลากสี

4. กระดาษแข็ง

5. ไม้บรรทัด

6. กรรไกร

7. คัตเตอร์

8. กาวลาเท็กซ์ , กาวสองหน้า

9. ดินสอ

10. ยางลบ

11. แลกค์ซีน

12. สติกเกอร์ใส

13. เชือกหลากสี

14. ห่วงเหล็ก

15. กระดาษภาพรูปอาชีพต่างๆในรูปตัวการ์ตูนที่เด็กๆชื่นชอบ


ขั้นตอนการผลิตสื่อ

1.นำกระดาษแข็งมาตัดให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า

2.นำกระดาษภาพรูปอาชีพต่างๆในรูปตัวการ์ตูนมาตัดแล้วนำไปติดใส่ในกระดาษแข็งที่ตัดเตรียมไว้ และตกแต่งให้สวยงาม จากนั้นเคลือบด้วยสติกเกอร์ใสเพื่อป้องกันการชำรุดและคงทนแข็งแรง

3 . ตัดแผ่นฟิวเจอร์บอร์ดทำเป็นช่องไว้ใส่แผ่นป้ายคำตอบของอาชีพแล้วนำไปติดใส่กระดาษฟิวเจอร์บอร์ดช่องด้านล่างที่เราแบ่งครึ่งไว้

4. ตัดเป็นช่องสี่เหลี่ยมที่มีขนาดใหญ่กว่าขนาดภาพตรงช่องทางด้านบนของฟิวเจอร์บอร์ดเราแบ่งที่ว่างไว้

5. เจาะรูภาพการ์ตูนอาชีพต่างๆเพื่อใส่ห่วงเหล็ก 2 รู

6.นำภาพทั้งหมดมาใส่ในช่องสี่เหลี่ยมที่เราทำไว้

7. ตกแต่งขอบและเพิ่มเติมสีสันให้สวยงาม

8.ทดสอบดูว่ามีความแข็งแรงคงทน และสามารถใช้งานได้

วิธีการใช้สื่อ

เลื่อนแผ่นป้ายคำตอบด้านล่างของรูปเพื่อที่จะเฉลย หลังจากนักเรียนได้ลองทายคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่เกี่ยวกับอาชีพจากรูปการ์ตูนด้านบนแล้ว


กิจกรรม

สำหรับใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน

  • ให้นักเรียนดูภาพการ์ตูนที่อยู่ในรูปอาชีพต่างๆ โดยให้นักเรียนลองทายดูว่าภาพการ์ตูนที่เห็นตรงกับคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่เกี่ยวกับอาชีพคำใด หลังจากนักเรียนได้ทายแล้ว ครูก็จะเฉลยคำศัพท์คำนั้นโดยเลื่อนเปิดคำศัพท์จากด้านล่างของรูปให้นักเรียนทุกคนได้ดูว่าถูกต้องหรือไม่ หรืออาจจะแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่ม กลุ่มละประมาณ 4-5 คน ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มลองแข่งกันตอบโดยช่วยกันคิดว่ารูปการ์ตูนที่ครูเอาให้ดูตรงกับคำศัพท์ที่เกี่ยวกับอาชีพคำใด แล้วเขียนคำตอบในแต่ละข้อลงกระดาษที่ครูแจกให้ หลังจากนั้นครูนำกระดาษที่นักเรียนในแต่ละกลุ่มได้ลองทายไปตรวจ กลุ่มไหนได้คะแนนมากที่สุดก็จะเป็นผู้ชนะ แล้วครูก็จะมอบของรางวัลที่เตรียมมาให้กับกลุ่มที่เป็นผู้ชนะ หลังจากนั้นครูก็จะเฉลยคำตอบทุกข้อให้นักเรียนดูพร้อมกันอีกครั้งเพื่อทบทวนคำศัพท์ที่เกี่ยวกับอาชีพทั้งหมด โดยเลื่อนคำศัพท์ด้านล่างของรูปให้นักเรียนดูเพื่อทบทวนให้นักเรียนจำคำศัพท์ ความหมาย และการออกเสียง ได้อย่างถูกต้อง



ทฤษฎีที่ใช้ในสื่อการเรียนรู้

  • ทฤษฏีการมีส่วนร่วม
  • ทฤษฏีการใช้ความคิด
  • ทฤษฏีการลองผิดลองถูก
  • ทฤษฏีการเรียนรู้

การประเมิน

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

  • เพื่อให้นักเรียนรู้ความหมายของคำศัพท์ภาษาอังกฤษต่างๆที่เกี่ยวกับอาชีพ โดยมีการใช้ภาพการ์ตูนต่างๆที่นักเรียนชื่นชอบเป็นสื่อ
  • เพื่อให้มีทักษะในการจำคำศัพท์ต่างๆที่เกี่ยวกับอาชีพได้
  • เพื่อให้เกิดความเพลิดเพลินและสนุกไปกับการเรียน


ที่มา การออกแบบสื่อhttp://www.learners.in.th/blogs/posts/320048

สืบค้นโดย นางสาวศุภิสรา กุมาทะ รหัส 06530128

---------------------

ประโยชน์ของสื่อการสอนms69.gif

1. เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้จากวัตถุที่เป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้นักเรียนได้สร้างแนวความคิดด้วยตนเอง
2. กระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสนใจในเรื่องที่จะเรียนมากขึ้น
3. ช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ง่ายขึ้นและสามารถจดจำได้นาน
4. ให้ประสบการณ์ที่ส่งเสริมให้นักเรียนทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตนเอง
5. นำประสบการณ์นอกห้องเรียนมาให้นักเรียนศึกษาในห้องเรียนได้แม้ว่าสื่อการสอนจะมีประโยชน์และมีคุณค่าต่อการเรียนการสอน แต่ถ้าครูผู้สอนผลิตสื่อหรือนำสื่อไปใช้ไม่ตรงตามจุดประสงค์และเนื้อหา ก็อาจทำให้สื่อนั้นไม่มีประสิทธิภาพและยังทำให้การสอนนั้นไม่ได้ผลเต็มที่ ดังนั้นครูควรมีความรู้ความเข้าใจในการออกแบบสื่อและการผลิตสื่อด้วย เพื่อให้สื่อนั้นมีประสิทธิภาพในกระบวนการเรียนการสอน
ที่มา http://apiradiam.blogspot.com/2007/08/blog-post_1448.html

สืบค้นโดย นางสาวตองเตย คลังเพ็ชร 06530248
---------------------